วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ส่ง ‘ซิลิกา-แคลเซียมคาร์บอเนต’ 10 ล้านตันขึ้นอวกาศ หวังสะท้อนแสงอาทิตย์ ลดอุณหภูมิโลก 1.5 °C

ท่ามกลางวิกฤติความร้อนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ทุกฝ่ายต่างช่วยกันหาวิธีการแก้ปัญหาโลกร้อน โดย Stardust Solutions สตาร์ทอัพร่วมทุนระหว่างอิสราเอลและสหรัฐ ได้ประกาศแผนการครั้งใหญ่ในการใช้เทคโนโลยี “การจัดการรังสีสุริยะ” (Solar Radiation Modification - SRM) เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศก่อนที่มันจะทำให้โลกสะสมความร้อน

 

สะท้อนรังสีในชั้นบรรยากาศ

นวัตกรรมของ Stardust Solutions ใช้อนุภาคที่มีความละเอียดสูงระดับ 0.5 ไมครอน เล็กกว่าเม็ดทรายที่เล็กที่สุดถึง 125 เท่า อนุภาคเหล่านี้ทำจาก “ซิลิกาอสัณฐาน” ซึ่งเป็นซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO₂) รูปแบบหนึ่งที่มีการจัดเรียงตัวของโมเลกุลอย่างไม่เป็นระเบียบ ใช้เป็นสารเติมแต่งที่ใช้ในอาหารทั่วไป และ “แคลเซียมคาร์บอเนต” ที่พบได้ในเปลือกไข่และหินปูน ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และสามารถย่อยสลายกลับคืนสู่ระบบธรรมชาติได้โดยไม่สะสมในดินหรือมหาสมุทร

เทคโนโลยีนี้ จะใช้เครื่องบินเพดานบินสูงเพื่อปล่อยอนุภาคจำนวนมหาศาลเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ “สตราโตสเฟียร์” ที่ความสูงประมาณ 18 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก คาดว่าการปล่อยอนุภาคประมาณ 10 ล้านตันในช่วงระยะเวลาหลายปี จะสามารถลดอุณหภูมิของโลกลงได้ถึง 1.5 องศาเซลเซียส โดยค่าใช้จ่ายตั้งแต่การจัดหาวัสดุไปจนถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบเริ่มต้นที่ 10,000 ล้านดอลลาร์

ไมเคิล เอส. ไดมอนด์ ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา แสดงความประทับใจในความเรียบง่ายของแนวคิดนี้ว่า “มันเป็นไอเดียที่ดีมาก และผมชอบที่มันใช้พื้นฐานจากอนุภาคที่เป็นที่รู้จักกันดี” อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่าประหลาดใจที่บริษัทเก็บงำความลับเรื่องส่วนประกอบของอนุภาคมาอย่างยาวนานภายใต้สัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA)

ความหวังที่มาพร้อมความกังวล

Stardust Solutions ได้เงินระดมทุนไปแล้วกว่า 75 ล้านดอลลาร์ และกำลังดำเนินการจดสิทธิบัตรอนุภาคของตน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครควรจะเป็นผู้ถือ “กุญแจ” ในการควบคุมอุณหภูมิของโลก และบริษัทเอกชนที่แสวงหากำไรสมควรได้รับความไว้วางใจให้ดูแลชั้นบรรยากาศหรือไม่

ชูชี ทาลาติ ผู้ก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อการพิจารณาอย่างเป็นธรรมในเรื่องวิศวกรรมธรณีสุริยะ กล่าวว่า “แนวคิดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากับการจัดการรังสีสุริยะนับเป็นปัญหาอย่างยิ่ง คุณจะเชื่อใจบริษัทที่ทำกำไรจากการควบคุมอุณหภูมิโลกได้อย่างไร?” เธอยังเสริมว่าแรงจูงใจในการทำกำไรอาจทำให้บริษัทเหล่านี้อยากให้มีการใช้ SRM ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้ว่าอาจมีผลเสียตามมาก็ตาม

ทางด้าน ยานาย เยดวาบ ซีอีโอของบริษัทและอดีตนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ได้เปรียบเทียบธุรกิจของเขากับอุตสาหกรรมยา โดยกล่าวว่า “คุณไม่มีทางเชื่อบริษัทขายยาหรอกว่ายารักษามะเร็งนั้นปลอดภัยจนกว่าจะมีหน่วยงานกำกับดูแลอิสระตรวจสอบ เราก็เช่นเดียวกัน เราทำงานร่วมกับรัฐบาล และในท้ายที่สุดรัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจ” เขายังเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีนี้คือ “เครื่องมือ” ที่จะช่วยให้รัฐบาลมีทางเลือกมากขึ้นในการรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่าการมีเทคโนโลยีนี้อาจเป็น “อันตรายทางศีลธรรม” ที่ทำให้ทั้งรัฐบาลและอุตสาหกรรมฟอสซิลลดความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ต้นเหตุ เพราะเชื่อว่ามีทางลัดที่สามารถหรี่ความร้อนได้ตามต้องการ ขณะที่ เดวิด คีธ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ให้ความเห็นว่า “คำถามใหญ่คือมันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้”

ปัจจุบัน Stardust Solutions เริ่มจ้างบริษัทล็อบบี้เพื่อโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ และใช้งบประมาณในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 370,000 ดอลลาร์ เพื่อผลักดันให้เกิดกรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการทดสอบกลางแจ้งในอนาคต ท่ามกลางกระแสการแบนวิศวกรรมธรณีในหลายรัฐของสหรัฐ เช่น เทนเนสซีและฟลอริดา รวมถึงการประกาศแบนจากรัฐบาลเม็กซิโก

 

ผลกระทบที่ย้อนคืนไม่ได้

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่า การใช้ SRM จะส่งผลกระทบต่อระบบสภาพอากาศโลกอย่างไรบ้าง อาจทำให้เกิดภาวะความเย็นที่ไม่สม่ำเสมอ หรือที่เรียกว่า “การเย็นตัวแบบเป็นหย่อม ๆ” (Patchy cooling) ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปริมาณน้ำฝนและทิศทางลมมรสุม โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประชากรหลายพันล้านคนพึ่งพาฝนเพื่อการเกษตร

ปรากาช คัชวาน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแบรนไดส์ เตือนถึงภัยเงียบนี้ว่า “มีความเสี่ยงทางสังคมสำหรับประชากรอย่างน้อย 2,000 ล้านคน ที่ไม่เข้าใจว่าการแทรกแซงนี้จะส่งผลผลกระทบต่อการเกิดมรสุมอย่างไร” เขายังเน้นย้ำว่าหากเกิดความผิดพลาดขึ้น โลกก็ยังไม่มีวิธีการเยียวยาหรือแก้ปัญหาความเสี่ยงประเภทนี้ได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ การหยุดใช้เทคโนโลยีนี้อย่างกะทันหันอาจนำไปสู่ภาวะ “อุณหภูมิดีดกลับฉับพลัน” (Termination Shock) หากโลกยังไม่สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศได้สำเร็จ อุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ระบบนิเวศจะปรับตัวทัน ความเสี่ยงนี้ทำให้หลายประเทศ เช่น อินเดีย เริ่มวางแผนที่จะออกกฎระเบียบสำหรับควบคุมงานวิจัยด้านนี้อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องความมั่นคงทางอาหารของตน

นอกจากนี้ ยังไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ชัดเจนในการกำกับดูแลกิจกรรมในชั้นบรรยากาศระดับโลก แอนดี้ พาร์กเกอร์ ผู้อำนวยการองค์กรพัฒนาเอกชนด้าน SRM ระบุว่า “โลกไม่สามารถเลือกที่จะไม่รับผลกระทบได้ เพราะถ้าใครสักคนตัดสินใจใช้ SRM ทั้งโลกจะได้รับผลที่ตามมา ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตาม” สิ่งนี้หมายความว่าการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวของบริษัทเดียวหรือประเทศเดียวอาจเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของทุกชีวิตบนโลกได้

วิศวกรรมธรณีสุริยะ อาจจะเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต แต่แต่หากปราศจากความโปร่งใสทางวิทยาศาสตร์และการกำกับดูแลที่ชอบธรรม มันอาจกลายเป็นมหันตภัยที่รุนแรงกว่าวิกฤติโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่


ที่มา: ABCDWPoliticoThe Atlantic, The New York TimesTimes of Israel