วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘โลกร้อน’ ทำ ‘ดอกไม้’ บานเร็ว-ช้าลง ทำลายสัมพันธ์ของพืชกับแมลงผสมเกสร กระทบผลผลิตอาหาร

วิกฤติโลกร้อนทำให้ดอกไม้บานเร็วหรือช้าลงเฉลี่ย 2.5 วันต่อทศวรรษ ผลวิจัยจากเอไอ ในตัวอย่างพืช 8 ล้านชิ้นชี้ว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพืชและผู้ผสมเกสร เสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก

KEY POINTS

  • ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ช่วงเวลาการบานของดอกไม้ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยอาจบานเร็วขึ้นหรือช้าลง ซึ่งเป็นการค้นพบจากการวิเคราะห์ตัวอย่างพืชด้วย AI
  • การออกดอกที่ไม่ตรงฤดูกาลทำลายความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันระหว่างพืชกับสัตว์ผสมเกสร เช่น แมลงและนก ซึ่งจำเป็นต่อการขยายพันธุ์
  • ความไม่สมดุลในระบบนิเวศนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อาหาร และอาจนำไปสู่การลดลงของผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

รายงาน “สถานะพืชและเห็ดราของโลก” (State of the World’s Plants and Fungi) ฉบับปี 2026 จากสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่ากังวลว่า วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง “จังหวะเวลาของธรรมชาติ” (Nature’s timing) ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยการศึกษาครั้งแรกที่ครอบคลุมทั่วโลกนี้แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาการออกดอกของพืชมีการเลื่อนไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ซ่อนอยู่ในตัวอย่างพืชที่ถูกเก็บรักษามานานนับศตวรรษ

นักวิทยาศาสตร์ใช้เอไอ ในการวิเคราะห์ตัวอย่างพืชดิจิทัล จำนวนมหาศาลถึง 8 ล้านชิ้น ผลการวิจัยพบว่า ช่วงเวลาการออกดอกของพืชทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปเฉลี่ย 2.5 วันต่อทศวรรษตลอดช่วง 100 ปีที่ผ่านมา โดยความเปลี่ยนแปลงนี้มีทั้งการบานเร็วขึ้นและช้าลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบในวิธีที่ซับซ้อนและคาดเดาได้ยากในแต่ละพื้นที่

การศึกษาระบุว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้มีด้วยกันหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้นปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนส่งผลต่อช่วงเวลาการบานของดอกไม้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตร้อน ที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น 

ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือ การทำลายความสัมพันธ์ที่สอดประสานกันระหว่างพืชและผู้ผสมเกสร เช่น แมลง นก และสัตว์อื่น ๆ เมื่อดอกไม้บานไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ผู้ผสมเกสรออกมาหากิน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จในการขยายพันธุ์ของพืชและแหล่งอาหารของสัตว์ ความไม่สมดุลนี้อาจนำไปสู่ภาวะการสูญเสียสายพันธุ์และสั่นคลอนความมั่นคงของระบบนิเวศทั้งหมดที่มนุษย์ต้องพึ่งพา

ตัวอย่างความเสียหายที่ชัดเจน พบได้ที่เทือกเขาเวสเทิร์นกัทส์ ในประเทศอินเดีย ที่อัตราความสอดประสานของการออกดอกของต้นหูกวางกับบสัตว์ผสมเกสรลดเหลือเพียง 47% ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 1950 ที่สูงถึง 79% ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงสำหรับการอยู่รอดของพรรณไม้ในป่าเขตร้อนที่สำคัญแห่งนี้

ในทำนองเดียวกัน พื้นที่อาร์กติกของแคนาดา พบว่าเวลาการบานของดอกไม้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สอดคล้องกันระหว่างพืชแต่ละสายพันธุ์ และฤดูกาลการออกดอกโดยรวมมีแนวโน้มสั้นลงเรื่อย ๆ การเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเล็กน้อยในแต่ละพื้นที่เหล่านี้ เมื่อรวมกันในระดับโลกอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อห่วงโซ่อาหารและความมั่นคงทางนิเวศวิทยาในระดับกว้างอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

การศึกษานี้ ยังช่วยเปิดเผย “ร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่ซ่อนอยู่ในดอกไม้ที่ถูกทับแห้งไว้เมื่อร้อยปีก่อน โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนหลักจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักร หรือ Defra ซึ่งช่วยให้นักวิจัยทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลสำคัญนี้ได้ฟรีผ่านระบบออนไลน์

ศ.อเล็กซานเดอร์ อันโตเนลลี ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว กล่าวว่า การใช้สินทรัพย์ดิจิทัลและเอไอ ช่วยให้เราสามารถดึงข้อมูลที่ถูกล็อกไว้ในตัวอย่างพืชเหล่านี้ มาใช้ประโยชน์เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์ในระดับโลก เขายังเน้นย้ำว่าการปฏิวัติดิจิทัลนี้กำลังช่วยทลายกำแพงของระยะทางและการเข้าถึง ทำให้เกิดความร่วมมือที่เท่าเทียมกันมากขึ้นในระดับนานาชาติเพื่อปกป้องชีวิตบนโลก

อย่างไรก็ตาม มาร์ติน ชีก ผู้นำการวิจัยอาวุโสของสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว ได้เตือนว่าแม้ศักยภาพของเอไอจะมีมหาศาล แต่มันยังคงอาศัยการเรียนรู้ เพิ่มฐานข้อมูล และปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง รายงานฉบับนี้จึงสรุปด้วยการเรียกร้องให้มีการสร้างความร่วมมือระดับโลกระหว่างภาคเทคโนโลยีและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งความเข้าใจในความหลากหลายทางชีวภาพและหาทางยับยั้งการสูญเสียธรรมชาติก่อนที่จะสายเกินไป


ที่มา: IndependentPerspective MediaPhys