วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

หลักฐานมัด เหมืองแร่เพื่อนบ้านก่อมลพิษ แม่น้ำกก-โขง ภาคเหนือ ชี้พบสัญญาณเสี่ยงอีสาน

ผลวิจัยเผยความจริง เหมืองแร่เพื่อนบ้านก่อมลพิษก่อมลพิษแม่น้ำกก-โขง ในภาคเหนือ ปลา-น้ำ ปลอดภัยแค่ไหนสำหรับชุมชน พร้อมชี้พบสัญญาณเสี่ยงอีสาน

KEY POINTS

  • ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามลพิษโลหะหนัก 60-75% ในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงที่จังหวัดเชียงราย มีต้นตอมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน
  • การปนเปื้อนดังกล่าวส่งผลให้พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในตะกอนแม่น้ำโขง ซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศและอาจส่งผลต่อผลผลิตทางการประมงในอนาคต
  • นักวิจัยเริ่มพบสัญญาณความเสี่ยงของมลพิษโลหะหนักในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เลย และหนองคาย โดยพบปลาแสดงอาการป่วยคล้ายกับที่เคยพบในภาคเหนือ

คณะนักวิจัยสรุปผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปี ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดมลพิษร้อยละ 60-75 มาจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเร่งผลักดันการใช้ข้อมูลแบบ Open Science และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ในงานเสวนาวิชาการระดับนโยบาย "Beyond Borders, Beyond Solutions" ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ "ทางออกของประเทศไทยต่อมลพิษข้ามพรมแดน: บูรณาการนิติวิทยาศาสตร์ กฎหมาย การเจรจา และข้อมูลวิจัย" ณ อาคารรัฐสภา "รศ.ดร. ธนพล เพ็ญรัตน์" อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางเคมี ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา พบว่ามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมเหมืองแร่ประเภทแร่หายาก (Rare Earth) และเหมืองทองคำในประเทศเพื่อนบ้าน

ทีมวิจัยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ เปรียบเทียบตัวอย่างน้ำจากเหมืองในพม่ากับน้ำในพื้นที่ต้นน้ำอำเภอแม่อายและจังหวัดเชียงราย ซึ่งผลระบุว่ามีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณีในปี 2551 ซึ่งใช้เป็นค่าพื้นฐาน ก่อนเกิดปัญหาปนเปื้อนข้ามพรมแดน ยืนยันว่าในอดีตพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐาน สอดคล้องกับรูปแบบการแพร่กระจายมลพิษที่เป็นแบบ "Exponential Decay" หรือการลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากแหล่งกำเนิด ซึ่งชี้ว่ามลพิษมาจากแหล่งกำเนิดเฉพาะจุด ที่อยู่บริเวณต้นน้ำในต่างประเทศ ไม่ใช่การปนเปื้อนจากสารเคมีเกษตรในพื้นที่ซึ่งจะมีลักษณะการกระจายตัวที่แตกต่างออกไป

สถานการณ์ความปลอดภัยของอาหารและน้ำ

จากการตรวจสอบตัวอย่างเนื้อปลาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่าส่วนใหญ่ยังมีความปลอดภัยและสามารถบริโภคได้ โดยมีเพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้นที่พบค่าโลหะหนักเกินมาตรฐานในช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าการดื่มน้ำจากแม่น้ำโดยตรงโดยไม่ผ่านการบำบัดมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ ขณะที่น้ำประปาในพื้นที่ได้รับการจัดการให้มีความปลอดภัยแล้ว

สำหรับพื้นที่ที่น่ากังวลคือบริเวณที่มีตะกอนสะสม โดยเฉพาะในแม่น้ำโขงซึ่งพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในบางจุด แม้การสัมผัสตะกอนโดยตรงจะไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์หากไม่มีการบริโภค แต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยมีโอกาสกระทบต่อการสืบพันธุ์ของสัตว์หน้าดินสูงถึงร้อยละ 65 ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตทางการประมงในอนาคต

นวัตกรรม AI และ Line OA ‘ปลาปลอดภัย’

เพื่อตอบโจทย์ความกังวลของประชาชน ทีมวิจัยได้พัฒนาแอปพลิเคชันและ Line Official Account ในชื่อ “ปลาปลอดภัย” ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI แบบ RAG (Retrieval-Augmented Generation) เพื่อตอบคำถามและประเมินความเสี่ยงให้แก่ชาวประมงและผู้บริโภคแบบเรียลไทม์

“ชาวประมงสามารถถามผ่าน Line ได้ทันทีว่าปลาที่จับได้ปลอดภัยหรือไม่ AI จะดึงข้อมูลจริงจากการตรวจวัดรายเดือนมาตอบ เพื่อสร้างความมั่นใจโดยไม่ต้องรอการประกาศจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว” รศ.ดร. ธนพล กล่าว

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ที่ฝายเชียงรายและสบกก ซึ่งมีความแม่นยำประมาณร้อยละ 85 ในการทำนายค่าโลหะหนักจากความขุ่นของน้ำ

ข้อเสนอแนวทางการฟื้นฟูและทางออกระหว่างประเทศ

ในด้านการจัดการระยะยาว ทีมวิจัยเสนอแนวทาง “Win-win Solution” เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย โดยจากการคำนวณพบว่าค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียนั้นน้อยกว่าความเสียหายจากการถูกสั่งปิดเหมืองหรือการถูกฟ้องร้องหลายเท่าตัว

หากยังไม่สามารถจัดการที่ต้นกำเนิดได้ มีข้อเสนอให้จัดทำพื้นที่ดักตะกอนหรือระบบกรองน้ำก่อนเข้าพื้นที่เกษตร เพื่อปกป้องพื้นที่ปลูกข้าว ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมเนื่องจากข้าวมีพฤติกรรมการสะสมสารหนูได้ง่ายกว่าพืชชนิดอื่น

ก้าวต่อไปของ Open Science คณะทำงานเตรียมขยายผลการศึกษาไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเริ่มพบสัญญาณความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน

โดยนักวิจัยเริ่มพบ "ปลาแคระ" ที่มีอาการเป็นตุ่มในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น จังหวัดเลย และหนองคาย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยแบบเดียวกับที่เคยพบในเชียงรายเมื่อปีที่แล้ว โดยอาการเหล่านี้สัมพันธ์กับการที่ปลาได้รับสัมผัสโลหะหนักจนภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและถูกพยาธิโจมตี

แม้จะมีอาการคล้ายกัน แต่ผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า "ลายนิ้วมือโลหะหนัก" ในพื้นที่ภาคอีสานเป็นคนละตัวกับที่พบในเชียงราย สิ่งนี้บ่งชี้ว่ามลพิษในภาคอีสานอาจมาจาก ลักษณะของเหมืองที่แตกต่างออกไป เมื่อเทียบกับต้นน้ำแม่น้ำกก

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยเน้นย้ำความสำคัญของการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการเจรจาระหว่างประเทศและการวางแผนฟื้นฟูแม่น้ำอย่างยั่งยืนต่อไป