วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘อุณหภูมิน้ำทะเล’ พุ่งทุบสถิติใหม่ 21 °C ผลกระทบจาก ‘เอลนีโญ-วิกฤติสภาพภูมิอากาศ’

อุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลกในเดือนมิถุนายนพุ่งสูงทำลายสถิติที่ 21 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์เตือนโลกกำลังเข้าสู่ “ยุคที่ไม่เคยพบเจอ” จากผลกระทบของ “เอลนีโญ” และ “วิกฤติสภาพภูมิอากาศ” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

KEY POINTS

  • อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงทำสถิติใหม่ที่ 21.0 องศาเซลเซียสในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะความร้อนในมหาสมุทรที่ผิดปกติ
  • สาเหตุหลักเกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรง ผสมผสานกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือคลื่นความร้อนในทะเลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อปะการังฟอกขาว เพิ่มความรุนแรงของพายุ และน้ำท่วมฉับพลัน

ข้อมูลล่าสุด จากสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป หรือ C3S เปิดเผยว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของผิวน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน 2026 โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา อุณหภูมิแตะระดับ 21.0 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมของช่วงเวลาเดียวกันในปี 2023 และ 2024 ลงอย่างสิ้นเชิง เป็นสัญญาณเตือนว่ามหาสมุทรทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะความร้อนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและผิดปรกติอย่างมาก

อุณหภูมิผิวน้ำสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นี้ เป็นผลมาจาก “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอาจทวีความรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผสมผสานกับ “วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ 

มหาสมุทรทำหน้าที่เป็นแหล่งรองรับความร้อนส่วนเกินกว่า 90% จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ โดยปัจจุบันปริมาณความร้อนที่ถูกเพิ่มลงในมหาสมุทรมีค่าเทียบเท่ากับการระเบิดของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา 11 ลูกต่อวินาที

รายงานระบุว่า “หกเดือนแรกของปี 2026 มีลักษณะเด่นคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดคลื่นความร้อนในทะเลเป็นวงกว้างทั่วทั้งมหาสมุทรทั่วโลก”

คาร์โล บวนเทมโป ผู้อำนวย C3S ได้แสดงความกังวลว่า “สภาวะปัจจุบันอาจบ่งชี้ถึงจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ที่นำเราไปสู่ยุคที่ไม่เคยพบเจอ”พร้อมระบุเสริมว่าด้วยระดับอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงเช่นนี้ ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัว เรามีแนวโน้มที่จะเห็นสถิติอุณหภูมิถูกทำลายลงอีกครั้งในเดือนต่อ ๆ ไป

ด้าน ไมเคิล เมเรดิธ นักวิทยาศาสตร์ด้านมหาสมุทรจากหน่วยงานสำรวจแอนตาร์กติกแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะมีภาวะโลกร้อนเป็นตัวเร่ง แต่อัตราการร้อนขึ้นที่เรากำลังเห็นอยู่นี้น่าตกใจมาก” 

ขณะที่ ฟรีเดอริกเก้ ออตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากวิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอน ย้ำว่าปรากฏการณ์เอลนีโญมาแล้วก็ไป แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะยิ่งเลวร้ายลงตราบใดที่เราไม่หยุดเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้เกิด “คลื่นความร้อนในทะเล” (Marine heatwaves) แผ่ขยายวงกว้างจนกระทบต่อพื้นที่มหาสมุทรทั่วโลกถึง 82% โดยเฉพาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดปะการังฟอกขาว การตายของสิ่งมีชีวิตในทะเล รวมถึงการเพิ่มพลังให้พายุทวีความรุนแรงขึ้น และเพิ่มการระเหยของน้ำซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในหลายภูมิภาค

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกมาเตือนถึงวิกฤติที่ทวีความรุนแรงนี้ โดยระบุว่า “โลกกำลังถูกผลักให้เกินขีดจำกัด”

รายงานยังระบุว่ามีโอกาสสูงถึง 91% ที่จะมีอย่างน้อยหนึ่งปีในช่วงห้าปีข้างหน้าที่มีอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีส ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจนำไปสู่หายนะทางสภาพภูมิอากาศที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้

 

ที่มา: AljazeeraCNNEuro NewsThe Guardian