“ทะเลเดดซี” (Dead Sea) จุดที่ต่ำที่สุดในโลกอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 439.78 เมตร ด้วยความเค็มที่มากกว่ามหาสมุทรเกือบ 10 เท่า ทำให้น้ำมีความหนาแน่นจนผู้คนสามารถลอยตัวได้อย่างง่ายดาย แต่ในปัจจุบันทะเลแห่งนี้กำลังตายเหมือนกับชื่อของมันอย่างรวดเร็วจากการกระทำของมนุษย์
ทะเลแห่งนี้มีขนาดเล็กลงไปแล้ว 33% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา และยังไม่รู้ว่าจะกอบกู้ให้สภาพกลับมาอย่างไร เพราะมันตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของพรมแดนอิสราเอล จอร์แดน และปาเลสไตน์ ที่ยังคงเกิดสงครามและยังไม่มีใครคิดจะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
เจค เบน ซาเกน กัปตันเรือผู้พานักท่องเที่ยวชมทัศนียภาพมานานกว่า 12 ปี กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เขาสัมผัสได้โดยตรงว่า “คุณกำลังเห็นภัยพิบัติที่มีชีวิตต่อหน้าต่อตา ทุกปีเราจะได้แนวชายฝั่งเพิ่มขึ้นมา 7.5 เมตร”
แม้จะมีระดับความเค็มสูงจนสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ทะเลแห่งนี้ไม่ได้ไร้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง เพราะมีจุลินทรีย์ขนาดเล็ก และสาหร่ายสีเขียวชนิด Dunaliella ที่สามารถวิวัฒนาการให้อยู่รอดได้ในสภาวะสุดขั้วนี้ โดยบางครั้งจุลินทรีย์เหล่านี้อาจเพิ่มจำนวนมหาศาลจนทำให้น้ำกลายเป็นสีแดง
นอกจากนี้ บริเวณใต้ก้นทะเลยังมีรอยแยกที่มีน้ำจืดพุ่งออกมา ซึ่งเป็นที่อยู่ของอาณานิคมแบคทีเรียและเชื้อรากว่า 80 สายพันธุ์ อีกทั้งหุบเขาจอร์แดน ยังเป็นเส้นทางอพยพที่สำคัญของนก เช่น นกกระสาขาวและนกอินทรีลายจุดเล็ก ที่เดินทางผ่านพื้นที่นี้ปีละสองครั้ง ซึ่งหากทะเลเดดซีหายไปก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้โดยตรง
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงทะเลเดดซีในปี 1973 (ซ้าย) เปรียบเทียบกับปี 2024 (ขวา)
เครดิตภาพ: US Geological Survey; OpenStreetMap/CNN
มนุษย์ทำลายเดดซี
มนุษย์เป็นตัวการหลักที่ทำให้ทะเลเดดซีเหือดแห้ง โดยเฉพาะการเปลี่ยนเส้นทางน้ำจาก “แม่น้ำจอร์แดน” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลัก เดิมทีแม่น้ำสายนี้เคยส่งน้ำเข้าสู่ทะเลเดดซีถึง 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เนื่องจากอิสราเอล ซีเรีย และจอร์แดน ต่างสร้างเขื่อนและเบี่ยงน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรสำหรับประชากรที่เพิ่มขึ้น
ในปลายทศวรรษ 1970 ทะเลเดดซีได้แยกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน โดยส่วนเหนือคือทะเลธรรมชาติที่กำลังหดตัว ส่วนทางใต้นั้นกลายเป็น “สระระเหยเทียม” (Artificial evaporation pools) ที่ดำเนินการโดยบริษัทอุตสาหกรรมอย่าง Dead Sea Works ของอิสราเอล และ Arab Potash Company ของจอร์แดน
บริษัทเหล่านี้จะสูบน้ำจากลุ่มน้ำตอนเหนือลงสู่สระทางตอนใต้เพื่อระเหยน้ำและสกัดแร่ธาตุ เช่น โพแทช แมกนีเซียม และโบรมีน เพื่อส่งออกเป็นปุ๋ยและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งกระบวนการนี้เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำในลุ่มน้ำตอนเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่า พื้นที่ที่พวกเขาใช้พักผ่อนในรีสอร์ตสุดหรูทางตอนใต้อย่าง รีสอร์ต Ein Bokek ไม่ใช่ทะเลเดดซีตามธรรมชาติอีกต่อไป
ซ้ำร้าย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ด้วยอากาศที่ร้อนระอุถึง 50 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน และฝนที่ตกน้อยกว่าปรกติ ยิ่งทำให้ทะเลเดดซีเล็กลงเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมีการผันน้ำจากฝีมือมนุษย์
เปเลก กอตดิเนอร์ จากองค์กร EcoPeace Middle East กล่าวว่า “ทะเลเดดซีคือขุมทรัพย์ ไม่มีที่ไหนที่จะเหมือนกับที่นี่อีกแล้ว แต่นักการเมืองกลับไม่รู้ว่าที่นี่กำลังเจอกับปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน”
หลุมยุบทั่วชายหาด
ในขณะที่น้ำลดลง ภูมิทัศน์รอบทะเลเดดซีก็ได้เปลี่ยนไปในทางที่ทั้งสวยงามและน่าสะพรึงกลัว ผลึกเกลือที่สะสมตัวกลายเป็นประติมากรรมธรรมชาติรูปเห็ดหรือปล่องไฟ แต่นั่นเป็นเพียงฉากหน้าที่ซุกซ่อนหายนะทางธรณีวิทยาเอาไว้
การลดลงของระดับน้ำไม่ได้เพียงแค่ทำให้พื้นที่ชายฝั่งหายไป แต่ได้เปลี่ยนโครงสร้างทางธรณีวิทยาใต้ดินอย่างถาวร เมื่อระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วในอัตราประมาณ 1.2 เมตรต่อปี น้ำจืดจากน้ำฝนหรือแหล่งน้ำใต้ดินจากภูเขาโดยรอบจะไหลลงมาแทนที่ในชั้นดิน ซึ่งน้ำจืดนี้จะเข้าไปละลายชั้นเกลือโบราณที่สะสมอยู่ใต้ดินมานานหลายพันปีจนเกิดเป็นโพรงขนาดมหึมา
เมื่อโพรงเหล่านี้ไม่สามารถรับน้ำหนักดินด้านบนได้อีกต่อไป พื้นดินจึงถล่มลงมาเป็น “หลุมยุบ” ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 6,000 แห่ง และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้สภาพชายฝั่งดูคล้ายกับ “พื้นผิวของดาวอังคาร”
ผลกระทบที่รุนแรงนี้ ทำให้เกษตรกรต้องทิ้งไร่แตงโมและกะเพรา เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกมีความเสี่ยงต่อการถูกกลืนกินโดยหลุมยุบได้ทุกเมื่อ ขณะที่ Ein Gedi Spa รีสอร์ตชายหาดที่มีชื่อเสียงของเดดซี ถูกปิดอย่างถาวรเนื่องจากถูกหลุมยุบกลืนกิน อาคาร ร้านอาหารและสถานีบริการน้ำมันถูกทิ้งร้าง ให้ความรู้สึกที่เงียบเหงาวังเวงราวกับโลกหลังความตาย
ถนนสาย 90 ซึ่งเป็นทางหลวงสายที่ยาวที่สุดในอิสราเอล ก็ได้รับความเสียหายจนบางช่วงไม่สามารถใช้งานได้ แต่หลุมยุบเหล่านี้ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ “การท่องเที่ยวภัยพิบัติ (Disaster Tourism) ดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาสัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นจริง
ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลมาเพื่อชมความแปลกตาของหลุมยุบและสระน้ำอุ่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนทิศทางของน้ำใต้ดิน ไกด์ต้องแนะนำนักท่องเที่ยวให้ใช้ความระมัดระวังอย่างมาก โดยเซอร์เกย์ แอนดรีเยฟ มัคคุเทศก์ผู้นำชมหลุมยุบกล่าวเตือนว่า “คุณต้องไม่ยืนใกล้ปากหลุมเกินไป เพราะมันจะถล่มลงมาได้เสมอ”
ภารกิจกอบกู้เดดซี
หลายองค์กรพยายามจะกอบกู้ทะเลเดดซี แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรค ทั้งด้านงบประมาณและการเมืองระหว่างประเทศ หนึ่งในแผนการที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการสูบน้ำจากทะเลแดง มาเติมในทะเลเดดซี ซึ่งโครงการเชื่อมทะเลแดง-เดดซี ที่มีแผนสูบน้ำจากทะเลแดงมาผ่านกระบวนการแยกเกลือ แล้วส่งน้ำที่เหลือเข้าสู่เดดซี ผ่านท่อส่งน้ำระยะทางกว่า 160 กิโลเมตร แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการผสมน้ำที่มีองค์ประกอบทางเคมีต่างกันอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งหรือเกิดผลึกยิปซัมสีขาวปกคลุมผิวน้ำจนทำลายทัศนียภาพดั้งเดิม
ฮาซิม เอล-นาเซอร์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงน้ำของจอร์แดน กล่าวว่าโครงการนี้หยุดชะงักเนื่องจากค่าใช้จ่ายมหาศาลและความยากลำบากในการร่วมมือระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน แผนการฟื้นฟูแม่น้ำจอร์แดนก็ทำได้ยาก เพราะในภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำอย่างหนักนี้ น้ำจืดทุกหยดมีความจำเป็นต่อการบริโภคของประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขายังชี้ให้เห็นว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาน้ำมาจากประชาชน เว้นแต่คุณจะมีทางเลือกอื่นให้พวกเขา”
ขณะเดียวกัน มีการเรียกร้องให้อุตสาหกรรมสกัดแร่ธาตุต้องรับผิดชอบมากขึ้น โดยสัญญาเช่าสัมปทานของ Dead Sea Works จะสิ้นสุดลงในปี 2030 เมอิราฟ อาบาดี้ ที่ปรึกษากฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเสนอว่า ควรนำเงินที่ได้จากการหาผลประโยชน์มาเปลี่ยนกลับเป็นน้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าเดดซีจะอยู่ตลอดไป
กาลิธ โคเฮน ผู้อำนวยการกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของอิสราเอลกล่าวว่า การแก้ปัญหาทะเลเดดซีไม่ใช่เรื่องง่ายและมีราคาแพงมากในตอนนี้ ดังนั้นเป้าหมายในตอนนี้อาจไม่ใช่การทำให้เดดซีกลับมาเหมือนเดิม แต่เป็นการชะลอผลกระทบให้เกิดขึ้นช้าที่สุด
นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าทะเลเดดซีอาจจะไม่หายไปทั้งหมด แต่จะลดระดับจนถึงจุดสมดุลใหม่ในอีก 400 ปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงตอนนั้นมนุษย์ก็ต้องช่วยกันยับยั้งปัญหานี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ที่มา: Discover Wildlife, CNN, NPR, The Jerusalem Post

