วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

จากสวนกาแฟหลังบ้าน สู่แบรนด์ความยั่งยืนในสายตาผู้บริโภค

หัวใจสำคัญของการสร้างระบบนิเวศกาแฟที่ยั่งยืนต่อทั้งคนและโลก จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ความร่วมไม้ร่วมมือจากทั้งฝั่งเกษตรกรและภาคธุรกิจ

KEY POINTS

  • เมล็ดกาแฟ Organic ต้องปราศจากสารเคมีและปุ๋ยเร่งโต ส่วน Rainforest ต้องผ่านมาตรฐานของ Rainforest Alliance  ไม่ว่าจะเป็น การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การให้ค่าแรงและส่วนแบ่งแก่เกษตรกรอย่างเป็นธรรม
  • การคงรสชาติกาแฟให้เหมือนเดิมภายใต้เงื่อนไขออร์แกนิกนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และความใส่ใจที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกรเพื่อให้เกิดผล
  • ก้าวต่อไปของวงการกาแฟไทย คือคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกหลานเกษตรกร กลับไปพัฒนาสวนกาแฟของครอบครัวเป็นจำนวนมาก

การขับเคลื่อนมาตรฐาน Organic และ Rainforest ยกระดับมูลค่าผลผลิตและกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม คือหัวใจสำคัญของการสร้างระบบนิเวศกาแฟที่ยั่งยืนต่อทั้งคนและโลก จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ความร่วมไม้ร่วมมือจากทั้งฝั่งเกษตรกรและภาคธุรกิจ เพื่อที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่รักโลก รักชุมชน และต้องตอบโจทย์ในเชิงมาตรฐานคุณภาพที่สม่ำเสมอในปริมาณที่มากพอต่อความต้องการที่มีตัวตนในสายตาผู้บริโภค

เมล็ดกาแฟ Organic ต้องปราศจากสารเคมีและปุ๋ยเร่งโต ส่วน Rainforest ต้องผ่านมาตรฐานของ Rainforest Alliance  ไม่ว่าจะเป็นการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การให้ค่าแรงและส่วนแบ่งแก่เกษตรกรอย่างเป็นธรรม Boncafe เริ่มต้นแนวทางความยั่งยืนจากประเทศสิงคโปร์ ในช่วงปี 2012 ที่กระแสของผลผลิต Organic กำลังเป็นที่นิยม ต่อมาในปี 2013 เริ่มต้นปลูกเมล็ดแบบ Rainforest และได้มาตรฐานใบรับรอง Rainforest Alliance ในปี 2018 และส่งออกเมล็ดกาแฟทั้งแบบออร์แกนิกและแบบ Rainforest ที่มีต้นน้ำจากต่างประเทศเป็นสินค้าหลัก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ถอดรหัส 'OR' โมเดลกาแฟยั่งยืน มากกว่ารับซื้อแต่พัฒนาเกษตรกรไปด้วยกัน

มกอช. ยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทย สู่มาตรฐานสากล มุ่ง HUBอาหารของโลก

Boncafe กับภารกิจเมล็ดกาแฟความยั่งยืน

อุษาพรรณ อินทีวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยว่า ปี 2025 บริษัทเป็นผู้ใช้สารกาแฟดิบ (Green Bean) รายใหญ่ จากปริมาณของสัดส่วนในโลกโดยรวมกว่า 125,000 ตันต่อปี แบ่งเป็น Rainforest Alliance Certificate 25%, Organic Certificate 1.5% และ Fairtrade Certified 3.5%

จากสวนกาแฟหลังบ้าน สู่แบรนด์ความยั่งยืนในสายตาผู้บริโภค

Rainforest เกษตรยั่งยืนทั้งคนทั้งโลก

กว่าจะมาเป็นมาตรฐาน Rainforest Alliance Certified นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย วีระยุทธ ธรรมวงศ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่าย Supply Chain Management ได้เล่าถึงเงื่อนไขของมาตรฐาน Rainforest ว่า อย่างแรก บริษัทจะต้องทำธุรกิจภายใต้ความยั่งยืน ผ่านการใช้ที่ดินที่มีโฉนดจริง ผ่านการรับรองจากรัฐบาล และมีการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง 3 ปี เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการถางป่าเพื่อนำมาทำไร่นา

อย่างที่สองคือ การให้ราคาแก่เกษตรกรจะต้องยุติธรรม เกณฑ์ราคาจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของตลาด และชาวสวนจะต้องได้ส่วนแบ่งจากการขายเมล็ดกาแฟจากทุก ๆ ถุงที่ขายได้ ถุงละ 3 สตางค์ ไม่ใช่ได้แค่จากการซื้อกาแฟในตอนแรกเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้กำไรส่วนมากตกไปอยู่ที่พ่อค้าคนกลางแต่เพียงฝ่ายเดียว 

ฝั่งชาวสวนเองก็มีเช็กลิสต์ที่ต้องทำให้สำเร็จ เช่น ข้อกำหนดที่ระบุประเภทของต้นไม้ใหญ่ที่จะต้องอยู่เหนือต้นกาแฟ หรือ ผู้ขายจะต้องลงทะเบียนในระบบซัพพลายเชน เป็นต้น ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกษตรกรจะได้กลับมาคือความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่มาของเมล็ดกาแฟที่ชัดเจน ส่งผลให้โอกาสในการถูกกดราคาจากคนกลางเป็นไปได้ต่ำ

จากสวนกาแฟหลังบ้าน สู่แบรนด์ความยั่งยืนในสายตาผู้บริโภค

วิทยาศาสตร์สู่เมล็ดกาแฟ Organic

หนึ่งในความเชื่อที่ฝังรากลึกในหมู่ผู้บริโภคและเกษตรกรคือ การปลูกกาแฟแบบออร์แกนิก หรือการไม่ใส่ปุ๋ยและสารเคมี จะส่งผลให้รสชาติของกาแฟเบาบางลง  กมลวรรจน์ โตบุญช่วย Business Consultant Boncafe (Thailand) อธิบายว่า การคงรสชาติกาแฟให้เหมือนเดิมภายใต้เงื่อนไขออร์แกนิกนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และความใส่ใจที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกรเพื่อให้เกิดผล

 โดยดึงนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วมกับชุมชนผ่านโครงการเพื่อสังคม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และงานวิจัยสู่เกษตรกรท้องถิ่น  โดยมี กมลวรรจน์ ที่มีพื้นฐานครอบครัวเป็นชาวสวน เข้าใจความยากลำบากของเกษตรกร เป็นตัวกลางสื่อสารเพื่อที่จะเปลี่ยนความรู้วิชาการที่เข้าใจยาก ให้เป็นสิ่งที่เกษตรกรรู้สึกว่าสามารถทำได้จริง 

“แม้การเพิ่มคุณภาพของเมล็ดกาแฟให้เป็น Organic จะมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูง หากเราสามารถช่วยให้เกษตรกรจ่ายเงินได้ตรงจุด ลดการสูญเสีย เพื่อให้เงินที่ลงทุนไปส่งผลถึงต้นไม้จริง ๆ ไม่ใช่จ่ายทิ้งเปล่า และฉายภาพ ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) ที่ชัดเจน เกษตรกรก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง” 

จากสวนกาแฟหลังบ้าน สู่แบรนด์ความยั่งยืนในสายตาผู้บริโภค

ปัจจุบันเมล็ดกาแฟที่ผ่านมาตรฐาน Organic ในประเทศไทยมีเพียง 0.2-0.5% เนื่องจาก พื้นที่ปลูกต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง ไม่ใช่ป่าสงวน และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด อุปสรรคเหล่านี้ส่งผลให้ Boncafe ที่ต้องซื้อเมล็ดกาแฟกว่า 2,000 ตันต่อปี จัดหากาแฟผ่านตัวกลางที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลักดันคุณภาพสินค้าชุมชนไปสู่เกรดออร์แกนิคอย่าง MiVana (มีวนา) แทน

และสนับสนุนกาแฟไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านโปรเจกต์พิเศษที่เน้นการสั่งซื้อเมล็ดกาแฟโดยตรงจากเกษตรกรและแหล่งปลูกในท้องถิ่น เช่น หมู่บ้านโบทิโจ จังหวัดตาก, กาแฟ Yellow Dry 336 จากพี่หลิน ห้วยน้ำดัง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และกาแฟปางไฮ จากพี่หนุ่ย หมู่บ้านเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่ โครงการเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างชื่อเสียงและรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ซึ่งเมื่อรวมกับการทำ CSR เพื่อยกระดับการจัดการฟาร์มและกระบวนการหลังเก็บเกี่ยว จะเพิ่มมูลค่าและปริมาณให้กับผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเติบโตและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

จากสวนกาแฟหลังบ้าน สู่แบรนด์ความยั่งยืนในสายตาผู้บริโภค

 คนรุ่นใหม่สร้างแบรนด์กาแฟ“ครอบครัว”

กมลวรรจน์   กล่าวว่า ก้าวต่อไปของวงการกาแฟไทย คือคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกหลานเกษตรกร กลับไปพัฒนาสวนกาแฟของครอบครัวเป็นจำนวนมาก สวนทางกับแนวคิดเกษตรถดถอยที่คนทั่วไปเข้าใจในปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้มาจากความเครียดจากการทำงานในเมืองและรายได้ที่ลดลง ทำให้หลายคนมองว่าการกลับไปพัฒนาสวนของครอบครัวถือเป็นทางเลือกที่อุ่นใจกว่า

ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมของคนไทยที่นิยมสนับสนุนสินค้าในประเทศ และการขับเคลื่อนของวงการกาแฟไทยที่พยายามสร้างให้เกษตรกร “มีที่ยืน” และมีตัวตนชัดเจน ปัจจุบันการขายกาแฟไม่ได้ระบุแค่ชื่อดอยหรือชื่อจังหวัด แต่ระบุไปถึงชื่อบุคคลหรือครอบครัวที่ปลูกและแปรรูป เช่น กาแฟจากครอบครัวมะ หรือคุณสุนทร ซึ่งการทำเช่นนี้ส่งผลให้ลูกค้าได้รู้จักกับผู้ปลูก เกิดการเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายตามงานต่าง ๆ พร้อมเข้าใจถึงคุณภาพของกาแฟอย่างแท้จริง ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกภาคภูมิใจในอาชีพ และเลือกที่จะกลับมาทำงานสายนี้มากขึ้น

จากสวนกาแฟหลังบ้าน สู่แบรนด์ความยั่งยืนในสายตาผู้บริโภค

และเพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถก้าวเข้าสู่สายธารของโลก Organic และ Rainforest ได้มากขึ้น ปัจจุบันจึงมีโครงการจากทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชน ที่ช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานออร์แกนิกได้ง่ายขึ้นในระยะแรก และหากผลผลิตเข้าตานักลงทุนหรือผู้ซื้อ ก็จะมีการผลักดันเข้าสู่ระบบออร์แกนิกอย่างเต็มตัวต่อไป

อนาคตของวงการกาแฟไทยกำลังก้าวไปสู่ระบบนิเวศที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรอย่างแท้จริง การก้าวเข้าสู่มาตรฐานสากลอย่าง Organic หรือ Rainforest Alliance จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตที่ช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่มือผู้ปลูกได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง โดยมีภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นสะพานสำคัญ ที่จะคอยเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และสร้างโอกาสทางการค้า เพื่อเปลี่ยนมาตรฐานที่เคยดูซับซ้อนให้กลายเป็นความมั่นคงในอาชีพที่เกษตรกรสามารถสัมผัสได้จริง

จากสวนกาแฟหลังบ้าน สู่แบรนด์ความยั่งยืนในสายตาผู้บริโภค