วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ขายน้ำมัน-กาแฟไม่พอ จับตา ‘found & found’ ร้านบิวตี้ในเครือ ‘OR’ มาทีหลังแต่ขอเป็นเบอร์ 1

ขายน้ำมัน-กาแฟไม่พอ จับตา ‘found & found’  ร้านบิวตี้ในเครือ ‘OR’ มาทีหลังแต่ขอเป็นเบอร์ 1

“OR” ขอร่วมวงทำร้านบิวตี้ด้วย! “found & found” เข้าสู่ปีที่ 2 ขยายไปแล้ว 30 สาขา ปีนี้เริ่มเดินเร็ว ปีหน้าเตรียมออกวิ่ง เข้าตลาดช้ากว่าคนอื่น แต่มีจุดแข็งเน้นขายของญี่ปุ่น-เกาหลี เพิ่มโมเดลขนาบข้างคาเฟ่ อเมซอน-เข้าปั๊ม-ตึกออฟฟิศ ตั้งเป้าใหญ่อีก 4 ปี มี 450 สาขา หวังเป็นเบอร์หนึ่งตลาดในอนาคต

แม้ว่า “OR” จะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้านธุรกิจค้าน้ำมัน ทว่า พอร์ตโฟลิโอไม่ได้มีเพียงเท่านั้น แต่ยังกระจายความสำคัญไปกับธุรกิจส่วนอื่นๆ ที่สามารถทำเงิน-เจาะตลาดได้หลายกลุ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น “คาเฟ่ อเมซอน” (Café Amazon) เชนกาแฟที่ขยายไปแล้ว 4,600 สาขา

หรือการทำโมเดลปั๊มไม่ขายน้ำมัน “OR Space” คอมมูนิตี้รวมกิน-ช้อปครบจบในที่เดียว และล่าสุด “found & found” ร้านค้าปลีกด้านความงาม มี “OR Health & Wellness” (ORHW) รับหน้าที่บริหารในฐานะสตาร์ทอัพของ OR กับภารกิจพาบิวตี้ช็อปติดสปีดให้ได้ 450 สาขา ภายในปี 2573

“ณัฐพล ชูจิตารมย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด สรุปภาพรวมธุรกิจตลอด 2 ปีที่ผ่านมาให้ฟังว่า ปี 2568 “found & found” เปิดไป 12 สาขา ทั้งรูปแบบเข้าไปอยู่ในปั๊ม คอมมูนิตี้มอลล์ ตึกออฟฟิศ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับ “ฟู้ดแลนด์” (foodland) ด้วยการเข้าไปอยู่ตามชั้นวางสินค้า ได้รับผลตอบรับดี ได้โมเดลใหม่ๆ ที่นำไปต่อยอดหลายส่วน

ขายน้ำมัน-กาแฟไม่พอ จับตา ‘found & found’  ร้านบิวตี้ในเครือ ‘OR’ มาทีหลังแต่ขอเป็นเบอร์ 1

แม้จะรุกตลาดบิวตี้ตามหลังผู้นำเบอร์ต้นไปหลายปี แต่ผู้บริหารมองว่า จุดแข็งและความแตกต่างของ “found & found” ที่ไม่มีใครเหมือน คือการวางจุดยืนในฐานะร้านขายสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลี รวมทั้งยังมีสินค้าไทยในสัดส่วนใกล้เคียงกัน สำหรับแบรนด์จากญี่ปุ่นและเกาหลีจะเน้นของ “Rare Item” สินค้ากลุ่ม Exclusive ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี ของไทยเน้นแบรนด์ที่อยู่ในกระแส-พัฒนาตัวเองตลอดเวลา อาทิ ศรีจันทร์ La Glace หรือ MizuMi เป็นต้น

“เราเน้นเกาหลีญี่ปุ่นเพื่อสร้างคาแรกเตอร์ ศึกษามาแล้วว่า ตลาด Health & Beauty ในไทยยังมีพื้นที่ในการเติบโต ผู้เล่นที่เป็นเจ้าตลาดก็ยังมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 10-15% ประกอบกับเราเป็นรีเทลบริษัทใหญ่ในไทย มองถึง New Business มีพื้นที่เข้าไปทำธุรกิจในปั๊มและคาเฟ่อเมซอน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ OR จะกระโดดเข้ามาในธุรกิจนี้ แต่จะทำอย่างไรให้ขายได้ ก็ต้องทำให้แตกต่าง และสองคือแก้ไข Pain Point ของลูกค้า เรื่องการตั้งราคาต้องสมเหตุสมผล ไม่ต้องไปหิ้วมา และการันตีว่าเป็นของแท้”

ปัจจุบันมูลค่าตลาดความงามรวมทุกเซกเมนต์อยู่ที่ “400,000 ล้านบาท” เติบโตราว 8-9% ต่อเนื่องหลายปี ตลาดนี้ยังไม่ซบเซา ผู้บริโภคเปิดรับทดลองสินค้าใหม่ๆ และด้วยจุดเด่นของสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลีมีความแตกต่าง แข็งแรงเรื่องเทคโนโลยีการผลิตและความหลากหลายที่ทำให้สินค้ามีความสนุกสนาน คนเจนใหม่ก็ยังสนใจสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะแบรนด์จากเกาหลี ส่วนกลุ่มอายุ 30 ปีเป็นต้นไปชอบสินค้าจากญี่ปุ่น ฝั่งแบรนด์ไทยยังมีสัดส่วนในร้านราวๆ 30-35% มีแบรนด์ไทยเกือบๆ 50 แบรนด์ ครองยอดขายในร้านราว 30% จากยอดขายทั้งหมด 

ขายน้ำมัน-กาแฟไม่พอ จับตา ‘found & found’  ร้านบิวตี้ในเครือ ‘OR’ มาทีหลังแต่ขอเป็นเบอร์ 1 -ณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด-

สำหรับกลยุทธ์การเลือกโลเคชัน “ณัฐพล” ระบุว่า ทุกวันนี้โมเดลที่ทดลองทำมาตลอด 2 ปีไปต่อได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญมากกว่าพื้นที่ต้องเข้าใจความต้องการที่แตกต่าง ลูกค้าย่านออฟฟิศก็จะเป็นอีกแบบ ลูกค้าที่เข้ามาแวะในปั๊มมองหาสินค้าอีกอย่าง ทุกสาขาอาจจะมีสินค้าเหมือนๆ กันสัก 70-80% ที่เหลือต้องปรับไปตามความต้องการของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น สาขาวังมะนาวและสาขาวังน้อย ชุด “Travel set” หรือเซตสำหรับพกพาจะขายดี สาขาคอมมูนิตี้มอลล์สินค้าชิ้นใหญ่ขายดีกว่า เป็นต้น

ส่วนสาขาในห้างตอนนี้มีที่เดียวที่เดอะมอลล์บางแค ได้ทำเลที่ลูกค้าเข้าถึงง่าย แต่การเข้าไปอยู่ในห้างสรรพสินค้ามีเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ต้องไปด้วยสเกลที่ใหญ่ จะขยายผ่านโมเดลนี้แบรนด์ต้องแข็งแรงก่อน ซึ่งการไปอยู่ในห้างเพียง 1 สาขา จะช่วยเรื่องการสร้างแบรนด์ เป็นที่จดจำของคนที่เดินผ่านไปมาได้

ผู้บริหาร บอกว่า การสร้างแบรนด์คือสิ่งที่ยากที่สุด ต้องใช้เวลาภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบลงทุน ต้องใช้วิธีสร้างแบรนด์ซึมเข้าไปกับคอมมูนิตี้ที่ชื่นชอบแบรนด์ ไม่ต้องใช้งบมาก แต่ยืนระยะได้นานเป็นโจทย์สำคัญ

“ORHW เป็นลูกของ OR ซึ่งที่ผ่านมา OR ลงทุนกับสตาร์ทอัพมาหลายครั้ง มีข้อจำกัดอยู่บ้างเพราะเป็นกลุ่มคนทำงานใหม่ๆ มีไอเดียในการทำธุรกิจแต่อาจจะมีข้อผิดพลาด บางครั้งรอดและไม่รอด ดังนั้นเลยคิดว่าเปลี่ยนเส้นทางใหม่ดูมั้ย จากลงทุนในสตาร์ทอัพเป็นการให้เงินตั้งบริษัทลูก มีเงินก้อนแบ่งเป็นงวดๆ มีกรอบเวลาชัดเจน มีเงินทุนในการลงทุน ตอนนี้ found & found อยู่ในช่วงเงินก้อนที่สอง ก้อนแรกผ่านไปแล้วในปีที่ผ่านมาสำหรับการหาโมเดลและเซตอัพ”

ขายน้ำมัน-กาแฟไม่พอ จับตา ‘found & found’  ร้านบิวตี้ในเครือ ‘OR’ มาทีหลังแต่ขอเป็นเบอร์ 1

สำหรับเป้าปีนี้ของ “found & found” ตั้งเป้ามีสาขารวมอย่างน้อย 45 สาขา นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเปิดเพิ่มไปแล้ว 9 สาขา และในเดือนนี้จะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขา เหลืออีกราวๆ ครึ่งปีกับเป้าหมาย 20 สาขา โดยสาขาเปิดใหม่จะเน้นพื้นที่ตึกออฟฟิศ คอมมูนิตี้ ทั้งใจกลางกรุงเทพฯ รอบๆ กรุงเทพฯ และขยับไปต่างจังหวัดก็มีเช่นกัน มีทั้งเข้าไปอยู่ในปั๊ม และโมเดลใหม่ที่เชื่อมกับ “คาเฟ่ อเมซอน” ระหว่างรอกาแฟก็สามารถแวะช้อปสินค้าที่ “found & found” ได้ 

การทำการตลาดปีนี้เน้นออนไลน์ 100% มองว่า ผู้บริโภคเซกเมนต์นี้อยู่ทางออนไลน์เป็นหลัก เน้นทำงานกับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และสื่อโซเชียลมีเดีย จะมีการปรับโมเดลขนาดร้านให้เล็กลงเพื่อยืดหยุ่นกับพื้นที่มากขึ้น โดยตอนนั้นพื้นที่ที่ไปได้จะมีตั้งแต่ 20-120 ตารางเมตร ส่วนเป้าใหญ่ภายในปี 2573 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า อยากมี 450 สาขา และต้องการเป็นเบอร์หนึ่งของตลาด ตอนนี้เปิดมา 2 ปี เชื่อว่า ปีหน้า “found & found” แตะระดับ Top 3 ได้แน่นอน

ส่วนโมเดลแฟรนไชส์ยังเป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องรอให้แบรนด์แข็งแรงระดับหนึ่ง อยากมั่นใจเรื่องของโมเดล แบรนดิ้ง และการสร้างเครือข่าย โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัดที่ต้องศึกษาให้รอบด้าน ด้านความท้าทาย มองว่า ท้าทายตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในตลาด เพราะตลาดนี้มีเพียงผู้เล่นรายเดิมที่อยู่มานาน 10-20 ปี ตอนเริ่มธุรกิจนี้ผู้นำแต่ละรายก็ไปไกลมากแล้ว สิ่งสำคัญของการผลักดัน “found & found” ไปข้างหน้า ต้องหาให้เจอว่า แตกต่างจากคนอื่นๆ อย่างไร จะขายอะไร มีกลยุทธ์อะไรที่แตกต่าง