ในยุคที่โลกเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง (Disruption) ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เพียงแค่ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ แต่ยังลุกลามไปถึงระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทั่วโลก จากวิกฤตโรคระบาดที่ผ่านมาจนถึงภาวะโลกเดือด (Global Boiling) เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” หรือ “One Health” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือ “วาระระดับโลก” ที่ภาคธุรกิจและการศึกษาต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้จับมือกับ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สานต่อโครงการ “ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน” (Power Green Camp) ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “One Health: The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ” เพื่อเดินหน้าปลูกจิตสำนึกและพัฒนาทักษะเชิงวิทยาศาสตร์ให้กับตัวแทนเยาวชน 50 คน ที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ปั้น ‘Successor- Asset Light' ทางรอดธุรกิจไซส์กลางสู่ความยั่งยืน
คนรุ่นใหม่ 60-70% เผชิญวิกฤติ 'Sleep crisis' นอนน้อยก็ยังไม่หลับ
สร้าง“คน”ต้นน้ำแห่งความยั่งยืน
“นายรัฐพล สุคันธี” ผู้อำนวยการสายอาวุโส–สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่า เยาวชนคือกลุ่มคนที่จะต้องแบกรับและรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต การเตรียมความพร้อมให้พวกเขามีทักษะและความยืดหยุ่นในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
“การพัฒนาศักยภาพคนคือหัวใจสำคัญ เพราะแม้เราจะควบคุมปัจจัยอื่นได้ยาก แต่ถ้าเราปลูกฝังทัศนคติและทักษะตั้งแต่ต้น จะทำให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคม” นายรัฐพลกล่าว พร้อมย้ำว่าทิศทางการทำ CSR ของบ้านปูให้ความสำคัญกับการสร้างศักยภาพเยาวชน เพราะเชื่อว่าความสำเร็จในการแก้ปัญหาของประเทศต้องเริ่มต้นที่ “ทรัพยากรมนุษย์”
นอกจากนี้ บ้านปูยังได้สอดแทรกวัฒนธรรมมองค์กร “Banpu Heart” ทั้ง 3 ประการ ได้แก่ Passionate (มีใจรักและแรงผลักดัน), Innovative (คิดใหม่ ทำใหม่) และ Commitment (มุ่งมั่นตั้งใจจริง) เพื่อเป็นอาวุธทางความคิดให้เยาวชนนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง
อนุรักษ์สู่กรอบคิด ‘One Health’
“ผศ.อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน” รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงการเติบโตทางความคิดด้านสิ่งแวดล้อมว่า บริบทได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากยุค Gen X ที่เน้นเพียงการอนุรักษ์ป่าไม้ สู่ยุค Gen Y ที่ตื่นตัวเรื่อง 3Rs และภาวะโลกร้อน จนก้าวมาสู่ยุคปัจจุบันที่ต้องบูรณาการ 3 เสาหลักคือ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม เข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
ความท้าทายในโลกอนาคตไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยศาสตร์เพียงแขนงเดียว แนวคิด One Health จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการมองปัญหาแบบ “องค์รวม” โดยชี้ให้เห็นว่า หากสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม หรือสัตว์เกิดโรคระบาด ผลกระทบสุดท้ายย่อมสะท้อนกลับมาสู่มนุษย์ เยาวชนกลุ่มนี้จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะรับไม้ต่อในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ โดยเฉพาะเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
ถอดรหัสทักษะการเอาตัวรอด
เพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ที่แข็งแกร่ง ค่ายเพาเวอร์กรีนได้ออกแบบหลักสูตรที่มุ่งสร้างทักษะแบบ T-Shaped Skills คือการบ่มเพาะให้เยาวชนรู้ลึกในศาสตร์ของตน (Deep Knowledge) และรู้กว้างในศาสตร์อื่นๆ (Broad Knowledge) เพื่อให้เกิดการคิดเชิงระบบ (System Thinking) พร้อมเสริม 3 ทักษะเหล็กสำหรับการเอาตัวรอดในโลกอนาคต ได้แก่: Critical Thinking (การคิดเชิงวิพากษ์) Adaptability (ความสามารถในการปรับตัว) Resilience (ความยืดหยุ่นและการล้มแล้วลุกเร็ว)
กระบวนการเรียนรู้ถูกถ่ายทอดผ่านเส้นทาง “5Cs” เริ่มจากการเชื่อมโยงความรู้ (Connect) การเผชิญสถานการณ์จริง (Confront) การฝึกใช้วิทยาศาสตร์เพื่อวิเคราะห์ปัญหา (Crack) การบูรณาการความรู้สู่การสร้างสรรค์โครงงานแก้ไขปัญหา (Create) และการสื่อสารเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง (Communicate)
ลงพื้นที่จริง เพื่อหาทางออก
การเรียนรู้ที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดผลหากอยู่เพียงในตำรา ค่ายนี้จึงพาเยาวชนลงพื้นที่จริง เช่น การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตรวจคัดกรองโรคไข้มาลาเรีย และการเรียนรู้ระบบปศุสัตว์ในฟาร์มวัว “น.สพ.ศรัณย์ นราประเสริฐกุล” (หมอเน๋ง) นักแสดงและสัตวแพทย์ที่เข้าร่วมค่าย สะท้อนให้เห็นว่า อาชีพสายสุขภาพมีความสำคัญเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจ การนำเรื่อง One Health มาเป็นแกนหลัก ช่วยเปิดมุมมองให้เยาวชนเห็นว่าสัตวแพทย์ไม่ได้มีบทบาทแค่รักษาสัตว์ในคลินิก แต่ยังรวมถึงงานระบาดวิทยาที่ต้องปกป้องเศรษฐกิจของประเทศและป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
ด้านตัวแทนเยาวชน น้องเจน - ปริยากร ชูผล จาก จ.ราชบุรี เล่าว่า การลงพื้นที่ทำให้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งใจจะนำความรู้ไปใช้รณรงค์คัดแยกขยะในโรงเรียนและชุมชนผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ขณะที่ น้องใจดี - กมลชนก น้อยแน่ง จาก จ.ปทุมธานี เสริมว่าการได้เห็นระบบนิเวศในฟาร์มวัวทำให้เข้าใจว่าโรคในสัตว์ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของเกษตรกรอย่างเป็นลูกโซ่ และพร้อมจะนำความรู้ไปทำโครงงานและขับเคลื่อนในชุมชนผู้สูงอายุต่อไป
พลัง Alumni สร้างแรงกระเพื่อมสู่สังคม
หนึ่งในความสำเร็จที่พิสูจน์คุณค่าของค่ายเพาเวอร์กรีนตลอด 21 ปี คือ “เครือข่ายศิษย์เก่า” จำนวนกว่า 1,235 คน ที่เติบโตไปเป็นแกนนำเยาวชนและ Green Influencer ระดับประเทศ เช่น “น้องตี๋” ที่เติบโตไปสร้างเพจสิ่งแวดล้อมและเป็นกระบอกเสียงระดับชาติ, “น้องโชกุน” ที่ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์นก หรือ “น้องมาเฟีย” และ “น้องฟิวส์” ที่นำความรู้ไปผลักดันเรื่องการคัดแยกขยะในชุมชน
ท้ายที่สุด โครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ให้ความรู้ทางวิชาการ แต่คือเวทีแห่งการ “ปลูกเมล็ดพันธุ์” ทางความคิดและจิตสำนึกรักษ์โลก เพราะเมื่อเยาวชนเหล่านี้เติบโตขึ้นพร้อมกับอาวุธทางปัญญา ทักษะ One Health และความเข้าใจในความเป็นไปของโลกอย่างเป็นระบบ พวกเขาจะกลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไทย ให้รอดพ้นจากวิกฤติโลกเดือดและก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

