“บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์” บ้านไม้สองชั้น อายุ 88 ปี (ก่อสร้างพ.ศ. 2480) ตั้งอยู่ในตรอกตึกดิน ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเมืองเก่ารัตนโกสินทร์ใกล้กับเสาชิงช้า และวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งขณะนั้น (16 เม.ย. 2468 – 20 ก.พ. 2484) ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์คือนางพิทักษ์ ยุทธภัณฑ์ (มณี สุวรรณเหม) พิทักษ์ยุทธกิจ เป็นภริยาของ พันเอก พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (ทอง สุวรรณเหม) “อดีตปลัดกรมบัญชีทหารบก”
วานนี้ (9 มีนาคม 2569) บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ได้พลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันอาศรมศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการผสานศิลปะและภูมิปัญญาชุมชน มุ่งสร้างคุณค่าแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างสมดุล
ภายใต้ “โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์” คืนชีวิต “บ้านพระพิทักษ์” อายุ 88 ปี พร้อมฟื้นย่านเมืองเก่าตรอกตึกดินที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สู่พื้นที่สร้างสรรค์เชื่อมโยงผู้คน มอบโอกาสใหม่ สร้างรายได้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน ปั้นเป็นโมเดลต้นแบบในการพัฒนาสินทรัพย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'นอนกรน-นอนหลับมากเกินไป' เสี่ยงภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนปกติ 40%
'Longevity' สุขภาพยั่งยืนมีคุณภาพ ความมั่นคงแบบใหม่ของทุกวัย
บริหารหนี้ คืนคุณค่าให้แก่ชุมชน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” BAM มีนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างยั่งยืนในการมุ่งเน้นด้านการดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (NPL/NPA) ภายใต้กรอบ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) ด้วยแนวคิด "Better As We Care Together" เพื่อพลิกฟื้นสินทรัพย์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน โดยเน้นลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม พัฒนาบุคลากร และโปร่งใส
“โจทย์ใหญ่ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อย่าง BAM ไม่ใช่แค่การทวงหนี้หรือระบายทรัพย์ แต่คือจะทำอย่างไรให้สินทรัพย์เหล่านั้นกลับมาสร้างลมหายใจให้สังคมได้อีกครั้ง ยิ่งในขณะนี้ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) พุ่งสูงถึง 67% สำหรับทรัพย์มูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท บทบาทของ BAM จึงต้องขยับจากการเป็นเพียงผู้บริหารหนี้เสีย ไปสู่การเป็นองค์กรที่ช่วยคืนคุณค่าให้ชุมชน สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ทำให้ชุมชนเกิดความยั่งยืน”
ดร.รักษ์ กล่าวต่อว่าโครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีแนวทางในการคืนคุณค่าและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนผ่านกลยุทธ์สำคัญหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นจิตวิญญาณของชุมชน โดยแทนที่จะมองว่าทรัพย์สินเป็นเพียงสินที่ต้องขายเพื่อทำกำไร โครงการนี้เปลี่ยนมามองหาคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมของทรัพย์นั้นๆ รวมถึงสร้างโอกาส พัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนร่วมด้วย ดังนั้น การคืนชีวิต “บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์” บ้านเก่าแก่ใจกลางพระนคร
ดึงชุมชนเป็นหุ้นส่วน พัฒนาสู่ยั่งยืน
“BAM ในวันนี้มองสินทรัพย์มี "จิตวิญญาณ" และคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินตราได้เพียงอย่างเดียว “บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์” เป็นโมเดลต้นแบบที่ยั่งยืนจากสมการ 3 ปรสาน ได้แก่ BAM ปรับบทบาทจากผู้ขาย เป็นผู้สนับสนุน ที่ยอมลดความสำคัญของกำไรระยะสั้น เพื่อรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และจับมือกับสถาบันอาศมศิลป์ และUrban Allied โดยมี อาจารย์ธีรพล ช่วยในการบูรณะตามหลักวิชาการ เพื่อชุบชีวิตอาคารเก่าให้กลับมางดงามดั่งเดิม และหัวใจสำคัญสุด คือ ชุมชน ที่จะเปลี่ยนคนในพื้นที่จากลูกจ้าง ให้เป็นหุ้นส่วนผ่านวิสาหกิจชุมชนบ้านพระพิทักษ์ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง”
โครงการดังกล่าว เปรียบเสมือนการเปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็น "Living Museum & Boutique Hotel" ขนาด 10-15 ห้อง ที่ผสานกับ "โรงเรียนสอนทำอาหารไทยโบราณ" เพื่อยกระดับ Soft Power จากรากเหง้าชุมชน และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม
“ปัจจุบันคนในชุมชนตรอกดินและตรอกมะลิกว่า 100 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ต้องเดินทางออกไปทำงานเป็นรปภ. หรือแม่บ้านนอกพื้นที่ ซึ่งโมเดลของ BAM จะดึงพวกเขากลับมาทำงานที่บ้านในฐานะ "หุ้นส่วน" ผ่านการแบ่ง "เรือนหุ้น" ของวิสาหกิจชุมชน เพื่อรับเงินปันผลจากรายได้ของโครงการ การเลือกใช้กลยุทธ์เช่าระยะยาว 30-50 ปี (ในอัตราค่าเช่าที่ชุมชนผ่อนไหว เช่น ประมาณ 80,000 บาทต่อเดือน) แทนการขายขาด เป็นกุศโลบายสำคัญที่ป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนกว้านซื้อพื้นที่ไปทำลายจิตวิญญาณดั้งเดิม และช่วยให้สินทรัพย์นี้คงอยู่เป็นสมบัติของแผ่นดิน”
โมเดลต้นแบบขยายสู่อีก 3 พื้นที่
BAM มีทรัพย์ที่มีลักษณะที่มีคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรม อยู่ในพอร์ตประมาณ 3-15 ชิ้น ซึ่งความสำเร็จของบ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์จะถูกนำไปโมเดลต้นแบบในการขยายสู่พื้นที่ จ.แพร่, เชียงใหม่, และตรัง มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับประเทศ
นอกจากนี้ BAM ยังมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต NPL ที่กำลังไหลเข้าสู่ระบบ กำลังเร่งเคลียร์งบดุลช่วงท้ายปี BAM จึงขยับงบรับซื้อสินทรัพย์จาก 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการบริหารจัดการหนี้อย่างมีมนุษยธรรม
ขณะเดียวกัน สำหรับนักลงทุน BAM กำลังผลักดันแนวคิด "NPA as Investment of Choice" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้สินทรัพย์รอการขายว่าเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ "นิ่งและมั่นคง" กว่าหุ้นหรือทองคำ โดยมี BAM และพันธมิตรโบรกเกอร์ระดับโลกช่วยบริหารจัดการและหาผู้เชี่ยวชาญรองรับ ทำให้ NPA กลายเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีอนาคต
วัดกำไรในรูปแบบความสุขของชุมชน
ดร.รักษ์ กล่าวด้วยว่า ในวันที่เศรษฐกิจไทยเปราะบาง การปรับตัวของ BAM จากองค์กรบริหารสินทรัพย์แบบดั้งเดิมสู่การเป็น Social AMC คือการประกาศชัดว่า "ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขกำไรในงบการเงินเพียงอย่างเดียว" แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถรักษาจิตวิญญาณของบ้านเมืองและช่วยให้คนตัวเล็กในสังคมกลับมายืนได้อย่างสง่างามเพียงใด
โครงการบ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์คือประจักษ์พยานว่า ธุรกิจสามารถเดินคู่ไปกับวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างกลมกลืน เพราะที่สุดแล้ว ความงามของธุรกิจ AMC ในศตวรรษนี้ คือการไม่มุ่งเน้นเพียงกำไรส่วนตัว แต่เป็นการคืนกำไรกลับสู่สังคมและประเทศชาติ เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถ "ก้าวต่อ" ไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
“หากธุรกิจยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยเริ่มวัดความสำเร็จด้วย "กำไรในรูปแบบของความสุขชุมชน" และ "การคืนลมหายใจให้คนตัวเล็ก" เหมือนที่ BAM กำลังทำในฐานะ Social AMC เราอาจจะได้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างมีรากฐานและยั่งยืนอย่างแท้จริง”ดร.รักษ์ กล่าว
"ทรัพย์ของแผ่นดิน" ยกระดับคุณภาพชีวิตคน
ด้านวสันต์ เทียนหอม กรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และประธานคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน BAM กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา BAM มีบทบาทดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการบริหาร “สินทรัพย์รอการขาย” หรือ NPA มุ่งเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เคยทิ้งร้างหรือหยุดนิ่งให้กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมที่เรียกว่า CSR in Process ผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทำงานหลักขององค์กร
ทั้งนี้ BAM มองว่า NPA เป็น “ทรัพย์ของแผ่นดิน” ที่มีศักยภาพในการต่อยอด เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชน ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่การพัฒนาจะเกิดคุณค่าได้อย่างแท้จริง ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจของบริบทพื้นที่ ประวัติศาสตร์ และผู้คน จึงเป็นที่มาของ “โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อยกระดับการพัฒนา NPA ให้ก้าวไปไกลกว่าการบริหารสินทรัพย์ทั่วไป สู่การสร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการมี ส่วนร่วมของชุมชน ผสานความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมจากสถาบันอาศรมศิลป์ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการอนุรักษ์คุณค่าของพื้นที่ และการใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตได้อย่างเหมาะสม
“โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ จะกลายเป็นอีกหนึ่งโมเดลของ BAM ในการสร้างมูลค่าของสินทรัพย์ รอการขายที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสังคมและด้านธุรกิจแบบยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาสินทรัพย์รอการขายที่จะนำไปต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ” วสันต์ กล่าว





