วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ไทยพัฒน์ ชี้ 6 เทรนด์ ESG พลิกเกมธุรกิจ ชูปันผล 3 ประโยชน์ เพิ่มมูลค่ายุคโลกป่วน

ไทยพัฒน์ ชี้ 6 เทรนด์ ESG พลิกเกมธุรกิจ ชูปันผล 3 ประโยชน์ เพิ่มมูลค่ายุคโลกป่วน

โลกธุรกิจต้องเผชิญทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิอากาศ และภูมิรัฐศาสตร์ แนวคิดเรื่อง “ความยั่งยืน” กำลังถูกตั้งคำถามใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้เห็นผลได้จริงในระยะใกล้ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายอนาคตระยะยาว ล่าสุด “ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ” ประธานสถาบันไทยพัฒน์ เสนอกรอบคิด “Triple Dividend” หรือ “ปันผล 3 ประโยชน์” เพื่อชี้ให้เห็นว่า การสร้าง “ความพร้อมผัน” (Resilience) ไม่ใช่แค่การป้องกันวิกฤติ แต่เป็นกลยุทธ์สร้างมูลค่าที่จับต้องได้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า ปี 2569 ถูกจับตาเป็นปีแห่ง “Sustainability Red Flags” โดยสถาบันไทยพัฒน์ สรุป 6 แนวโน้มสำคัญคือ

  • ESG Backlash ธุรกิจบางส่วนทบทวนหรือชะลอเป้าหมาย Net Zero
  • Climate-driven Recession ภูมิอากาศกระทบต้นทุน อาหาร และห่วงโซ่อุปทาน
  • Nature Call ธรรมชาติกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต้องเปิดเผยข้อมูล
  • Value Chain Challenges ต้องผสาน Net Zero กับผลิตภาพ เทคโนโลยี และชุมชน
  • Governance under Constraint ธรรมาภิบาลต้องคัดสรรและมีวินัยมากขึ้น
  • Disclosure Gap ต้องยกระดับการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสและได้มาตรฐาน

ทั้งหมดสะท้อนว่า ESG ในปี 2569 ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือสร้างความพร้อมผันและความสามารถแข่งขันของธุรกิจในโลกที่ไม่แน่นอน

ไทยพัฒน์ ชี้ 6 เทรนด์ ESG พลิกเกมธุรกิจ ชูปันผล 3 ประโยชน์ เพิ่มมูลค่ายุคโลกป่วน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

นิยามใหม่ของ Resilience

“ดร.พิพัฒน์” ระบุว่า ในอดีตคำว่า Resilience มักจะถูกนิยามว่า "ล้มแล้วลุกไหว" ซึ่งเน้นไปที่การฟื้นตัวหลังจากเกิดเหตุการณ์วิกฤติ อย่างไรก็ตาม สถาบันไทยพัฒน์เลือกนิยามว่า "ความพร้อมผัน" แทน เนื่องจากมองว่าองค์กรไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการล้มก่อน แต่ควรมีความสามารถในการดูดซับแรงกระแทก และปรับเปลี่ยนสถานการณ์เหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตและเพิ่มผลิตภาพได้

แนวคิดนี้ถือเป็นความยั่งยืนในเวอร์ชันระยะสั้น ที่องค์กรสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อตอบโจทย์ความผันผวนเฉพาะหน้า ในขณะที่ความยั่งยืนในความหมายเดิมมักจะเป็นเรื่องของแผนงานระยะยาวและการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

Triple Dividend ปันผล 3 ประโยชน์

หัวใจสำคัญของการสร้าง Resilience คือการมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ 3 ด้าน หรือ Triple Dividend ซึ่งสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute: WRI) ได้เคยนิยามไว้ ดังนี้

  • การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย: คือผลประโยชน์ที่เกิดจากการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้า เช่น การลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วมเพื่อลดความสูญเสียหากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นจริง
  • การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ: แม้วิกฤตจะยังไม่เกิดขึ้น แต่การนำประเด็นความยั่งยืน เช่น สภาพภูมิอากาศและธรรมชาติมาขับเคลื่อนองค์กร จะช่วยสร้างงาน ลดเบี้ยประกันภัย เพิ่มเม็ดเงินลงทุน เพิ่มผลิตภาพ และช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากร
  • ผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม: เป็นการสร้างประโยชน์ในวงกว้าง เช่น การฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาวะของชุมชน และสามารถสร้างโอกาสใหม่ ๆ เช่น การเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ

กรอบการทำงาน และกลยุทธ์

เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำแนวคิดไปปฏิบัติได้จริง สถาบันไทยพัฒน์ได้ตกผลึกกรอบการทำงานในระดับกิตติการ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 องค์ประกอบหลัก คือ การพึ่งพา ความเสี่ยง และผลกระทบ โดยสามารถแบ่งกลยุทธ์การดำเนินงานออกเป็น 3 ด้านหลัก

  • การปรับตัว (Adaptation) : เน้นการจัดการ "ขาเข้า" คือการรับมือกับปัจจัยภายนอกที่องค์กรต้องพึ่งพาและมีความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 หรือความเสื่อมโทรมของธรรมชาติที่กระทบต่อวัตถุดิบ องค์กรจึงต้องรู้จักปรับตัวเพื่ออยู่รอด
  • การเปลี่ยนผ่าน (Transition) : เน้นการจัดการ "ขาออก" คือการบริหารจัดการผลกระทบที่องค์กรก่อขึ้นต่อภายนอก เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มักเป็นแผนระยะยาว 5-10 ปี และเกี่ยวข้องกับงบลงทุน (CapEx) เป็นหลัก
  • การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) : เป็นการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้าหรือในระยะสั้น ซึ่งครอบคลุมทั้งขาเข้าและขาออกเพื่อลดผลกระทบต่อองค์กรและโลก มักเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx)

ประยุกต์ใช้มิติเศรษฐกิจ-สังคม

"ดร.พิพัฒน์" เน้นย้ำว่า Resilience ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงมิติเศรษฐกิจและสังคมด้วย

  • ด้านเศรษฐกิจ เช่น การรับมือกับการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดเดียว (เช่น สหรัฐอเมริกา) ซึ่งหากเกิดกำแพงภาษี องค์กรต้องมีแผนการปรับตัวระยะสั้นและการเปลี่ยนผ่านระยะยาวเพื่อไม่ให้ถูกกดราคา
  • ด้านสังคม เช่น การบริหารจัดการปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวจากการปิดด่านชายแดน ธุรกิจต้องหาวิธีบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า และหาแนวทางเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีหรือแรงงานทดแทนโดยไม่ให้ต้นทุนพุ่งสูงเกินไป

ในสภาวะที่องค์กรหลายแห่งอาจมองว่า ESG เป็นภาระหรือเลือกที่จะชะลอการดำเนินการเพื่อรอดูท่าที “ดร.พิพัฒน์” ทิ้งท้ายด้วยโจทย์สำคัญว่า ธุรกิจจะเปลี่ยนจากการคาดหวังผลความยั่งยืนในระยะไกล มาเป็นการสร้างประโยชน์ในระยะใกล้ผ่านความพร้อมพรรณได้อย่างไร

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง OpEx ในการบรรเทาผลกระทบ และ CapEx ในการเปลี่ยนผ่าน จะช่วยให้ผู้บริหาร โดยเฉพาะ CFO สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจได้รับประโยชน์จริงทั้งในแง่ของขีดความสามารถในการแข่งขันและผลกำไร ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน