สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำการประเมินแนวโน้มความเคลื่อนไหวด้าน ESG ของภาคธุรกิจ วาระพิเศษครบรอบ 20 ปี ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags เตือนภาคธุรกิจไทยให้เร่งปรับตัว หลังผลประเมินทิศแสดงให้เห็นทิศทาง ESG ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง “ขาลง” จากแรงกดดันเศรษฐกิจโลก ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ธุรกิจต้องเร่งสร้าง “ความพร้อมผัน” (Resilience) เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภูมิอากาศ พร้อมพลิกความท้าทายด้าน ESG ให้กลายเป็นโอกาสทางการเงินและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
"ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ" ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ข้อมูลสำคัญในปีนี้เป็นการตกผลึกจากการทำงานร่วมกับบริษัทคู่ค้าและการสำรวจข้อมูลจากบริษัทในประเทศไทยกว่า 900 แห่ง เพื่อชี้ให้เห็นถึงช่องว่างและแนวโน้มที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการดิสรัปต์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับองค์กรเป็นระลอกที่สอง และความผันผวนของกฎระเบียบการค้าโลก
สรุป 6 ทิศทางสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ความยั่งยืนขององค์กร ดังนี้
1. ESG Backlash การตีกลับด้านความยั่งยืน
ESG เข้าสู่ช่วงกระแสตีกลับและขาลงอย่างชัดเจน หลังจากที่ ESG เป็นกระแสขาขึ้นมานานกว่า 15 ปี ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้แต่ละประเทศหันมามุ่งเน้นผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเอง สถาบันการเงินจะถอนการผูกมัดตนเองกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วยเงื่อนไขแวดล้อมที่ไม่สามารถดำเนินการได้
บริษัทส่วนหนึ่งจะยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยศาสตร์ทางภูมิอากาศกับหน่วยงาน SBTi (Science Based Targets initiative) ด้วยข้อจำกัดทางข้อมูลที่มีความยุ่งยาก รวมถึงการที่ประเทศมหาอำนาจถอนตัวจากข้อตกลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ ในฝั่งยุโรปยังมีการผ่อนปรนกฎระเบียบด้านความยั่งยืนหลายฉบับ เช่น SFDR, EUDR, CSDD และ CSRD ซึ่งส่งผลให้บริษัทกว่า 90% ที่เคยอยู่ในข่ายบังคับได้รับอานิสงส์จากการผ่อนคลายนี้ ผลสำรวจพบว่า 70% ของผู้บริหารยอมรับว่ามีการลดความเข้มข้นในการขับเคลื่อน ESG ลง และหันมาให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะใกล้ เช่น การสร้างรายได้และการลดต้นทุนภายใน 3-5 ปี แทนการมองคุณค่าระยะยาวเพียงอย่างเดียว
2. Climate-Driven Recession ภาวะ (เศรษฐกิจ) ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ
ภาวะโลกร้อนได้เลื่อนสถานะจากความเสี่ยงในอนาคตมาเป็น “ภัยคุกคามในปัจจุบัน” ที่ส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง เกษตรกรได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่เสียหาย ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่แพงขึ้น ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการจัดส่งสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกำหนด เครือข่ายธนาคารกลาง (NGFS) คาดการณ์ว่าในปี 2569 ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศจะฉุด GDP โลกให้ลดลง 1.29 จุด
ขณะที่ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบจน GDP ลดลงถึง 7-14% ภายในปี 2593 องค์กรธุรกิจจึงจำเป็นต้องนำปัจจัยด้านภูมิอากาศมาพิจารณาเพื่อป้องกันความเสี่ยง บรรเทาผลกระทบ และปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่รองรับความเสี่ยงนี้ได้
3. Nature Call การทวงถามจากธรรมชาติ
การเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติและภาวะพึ่งพา มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนระดับสากล (ISSB/IFRS) กำลังยกระดับจากการมุ่งเน้นแค่สภาพภูมิอากาศไปสู่เรื่อง “ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ” ประเด็นสำคัญคือการที่องค์กรต้องเปิดเผย “ภาวะพึ่งพา” (Dependency) ระหว่างธุรกิจกับธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลต่อมูลค่าองค์กร นอกเหนือจากความเสี่ยงและโอกาส ในอนาคตจะเกิดระบบ “Biodiversity Credit” เพื่อใช้ในการชดเชยและฟื้นฟูธรรมชาติ คล้ายคลึงกับคาร์บอนเครดิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน
4. Value Chain Challenges ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า และ Scope 3
หัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero อยู่ที่การจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของธุรกิจส่วนใหญ่ ความท้าทายคือซัพพลายเออร์ไม่ใช่ส่วนที่องค์กรเป็นเจ้าของ จึงต้องใช้อิทธิพลในการจูงใจให้เกิดการปรับตัว โดยมีแนวโน้มการนำเครื่องมือทางการตลาด มาใช้เพื่อเปลี่ยนการลดการปล่อยก๊าซในห่วงโซ่คุณค่าให้เป็นเครดิตที่สร้างมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
รวมถึงการริเริ่มปรับแนวนโยบายองค์กรให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ ตลอดจนการยกระดับวิธีดำเนินงานด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลักดันการเติบโตที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง
5. Governance under Constraint ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด
ในยุคที่ธรรมาภิบาลมีความผันผวนและอ่อนแอ องค์กรต้องก้าวข้ามการทำเพียงเพื่อภาพลักษณ์ หรือคะแนน Ranking ไปสู่การสร้าง “มูลค่าที่แท้จริง” (Value Creation) ผู้บริหารต้องรู้จักเลือกประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญต่อความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจตนเองจริง ๆ เพื่อให้ธรรมาภิบาลเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
ในปี 2569 กิจการจะเพิ่มความกระชับในการตรวจสอบดูแล การจัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และทำให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น “ความพร้อมผัน” ในระยะใกล้ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่แยกส่วนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
6. Disclosure Gap: ช่องว่างในการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีส่วนได้เสีย
ปัจจุบันยังมีช่องว่างระหว่างข้อมูลที่องค์กรเปิดเผยกับสิ่งที่นักลงทุนต้องการใช้งานจริง การรายงานความยั่งยืนไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดสรรเงินลงทุนที่ผิดพลาดและไร้ประสิทธิภาพ องค์กรที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นจำเป็นต้องอ้างอิงมาตรฐานที่สากลยอมรับ เช่น GRI หรือ ISSB และเตรียมพร้อมรับมือกับเกณฑ์ประเมินจากหน่วยงานระดับโลกที่มีความซับซ้อนสูง
"ดร.พิพัฒน์" เน้นย้ำว่าคีย์เวิร์ดสำคัญที่ธุรกิจต้องยึดถือคือ “ความพร้อมผัน” หากองค์กรสามารถนำปัจจัยด้านความยั่งยืนและธรรมชาติมาสร้างความพร้อมผันได้ จะช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการได้รับการสนับสนุนทางการเงินและลดต้นทุนทางการเงินลง ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจละเลยไม่พิจารณาปัจจัยเหล่านี้ อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในที่สุด





