วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ไทยพัฒน์ชี้ ESG ปี 2569 ดิ่งขาลง ย้ำความพร้อมผัน ทางรอดธุรกิจจมวิกฤติโลกรวน

ไทยพัฒน์ชี้ ESG ปี 2569 ดิ่งขาลง ย้ำความพร้อมผัน ทางรอดธุรกิจจมวิกฤติโลกรวน

สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำการประเมินแนวโน้มความเคลื่อนไหวด้าน ESG ของภาคธุรกิจ วาระพิเศษครบรอบ 20 ปี ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags เตือนภาคธุรกิจไทยให้เร่งปรับตัว หลังผลประเมินทิศแสดงให้เห็นทิศทาง ESG ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง “ขาลง” จากแรงกดดันเศรษฐกิจโลก ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ธุรกิจต้องเร่งสร้าง “ความพร้อมผัน” (Resilience) เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภูมิอากาศ พร้อมพลิกความท้าทายด้าน ESG ให้กลายเป็นโอกาสทางการเงินและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

"ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ" ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ข้อมูลสำคัญในปีนี้เป็นการตกผลึกจากการทำงานร่วมกับบริษัทคู่ค้าและการสำรวจข้อมูลจากบริษัทในประเทศไทยกว่า 900 แห่ง เพื่อชี้ให้เห็นถึงช่องว่างและแนวโน้มที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการดิสรัปต์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับองค์กรเป็นระลอกที่สอง และความผันผวนของกฎระเบียบการค้าโลก

สรุป 6 ทิศทางสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ความยั่งยืนขององค์กร ดังนี้

1. ESG Backlash การตีกลับด้านความยั่งยืน

ESG เข้าสู่ช่วงกระแสตีกลับและขาลงอย่างชัดเจน หลังจากที่ ESG เป็นกระแสขาขึ้นมานานกว่า 15 ปี ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้แต่ละประเทศหันมามุ่งเน้นผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเอง สถาบันการเงินจะถอนการผูกมัดตนเองกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วยเงื่อนไขแวดล้อมที่ไม่สามารถดำเนินการได้

บริษัทส่วนหนึ่งจะยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยศาสตร์ทางภูมิอากาศกับหน่วยงาน SBTi (Science Based Targets initiative) ด้วยข้อจำกัดทางข้อมูลที่มีความยุ่งยาก รวมถึงการที่ประเทศมหาอำนาจถอนตัวจากข้อตกลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ ในฝั่งยุโรปยังมีการผ่อนปรนกฎระเบียบด้านความยั่งยืนหลายฉบับ เช่น SFDR, EUDR, CSDD และ CSRD ซึ่งส่งผลให้บริษัทกว่า 90% ที่เคยอยู่ในข่ายบังคับได้รับอานิสงส์จากการผ่อนคลายนี้ ผลสำรวจพบว่า 70% ของผู้บริหารยอมรับว่ามีการลดความเข้มข้นในการขับเคลื่อน ESG ลง และหันมาให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะใกล้ เช่น การสร้างรายได้และการลดต้นทุนภายใน 3-5 ปี แทนการมองคุณค่าระยะยาวเพียงอย่างเดียว

ไทยพัฒน์ชี้ ESG ปี 2569 ดิ่งขาลง ย้ำความพร้อมผัน ทางรอดธุรกิจจมวิกฤติโลกรวน

2. Climate-Driven Recession ภาวะ (เศรษฐกิจ) ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ

ภาวะโลกร้อนได้เลื่อนสถานะจากความเสี่ยงในอนาคตมาเป็น “ภัยคุกคามในปัจจุบัน” ที่ส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง เกษตรกรได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่เสียหาย ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่แพงขึ้น ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการจัดส่งสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกำหนด เครือข่ายธนาคารกลาง (NGFS) คาดการณ์ว่าในปี 2569 ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศจะฉุด GDP โลกให้ลดลง 1.29 จุด

ขณะที่ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบจน GDP ลดลงถึง 7-14% ภายในปี 2593 องค์กรธุรกิจจึงจำเป็นต้องนำปัจจัยด้านภูมิอากาศมาพิจารณาเพื่อป้องกันความเสี่ยง บรรเทาผลกระทบ และปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่รองรับความเสี่ยงนี้ได้

3. Nature Call การทวงถามจากธรรมชาติ

การเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติและภาวะพึ่งพา มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนระดับสากล (ISSB/IFRS) กำลังยกระดับจากการมุ่งเน้นแค่สภาพภูมิอากาศไปสู่เรื่อง “ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ” ประเด็นสำคัญคือการที่องค์กรต้องเปิดเผย “ภาวะพึ่งพา” (Dependency) ระหว่างธุรกิจกับธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลต่อมูลค่าองค์กร นอกเหนือจากความเสี่ยงและโอกาส ในอนาคตจะเกิดระบบ “Biodiversity Credit” เพื่อใช้ในการชดเชยและฟื้นฟูธรรมชาติ คล้ายคลึงกับคาร์บอนเครดิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน

4. Value Chain Challenges ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า และ Scope 3

หัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero อยู่ที่การจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของธุรกิจส่วนใหญ่ ความท้าทายคือซัพพลายเออร์ไม่ใช่ส่วนที่องค์กรเป็นเจ้าของ จึงต้องใช้อิทธิพลในการจูงใจให้เกิดการปรับตัว โดยมีแนวโน้มการนำเครื่องมือทางการตลาด มาใช้เพื่อเปลี่ยนการลดการปล่อยก๊าซในห่วงโซ่คุณค่าให้เป็นเครดิตที่สร้างมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

รวมถึงการริเริ่มปรับแนวนโยบายองค์กรให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ ตลอดจนการยกระดับวิธีดำเนินงานด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลักดันการเติบโตที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง

5. Governance under Constraint ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด

ในยุคที่ธรรมาภิบาลมีความผันผวนและอ่อนแอ องค์กรต้องก้าวข้ามการทำเพียงเพื่อภาพลักษณ์ หรือคะแนน Ranking ไปสู่การสร้าง “มูลค่าที่แท้จริง” (Value Creation) ผู้บริหารต้องรู้จักเลือกประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญต่อความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจตนเองจริง ๆ เพื่อให้ธรรมาภิบาลเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

ในปี 2569 กิจการจะเพิ่มความกระชับในการตรวจสอบดูแล การจัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และทำให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น “ความพร้อมผัน” ในระยะใกล้ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่แยกส่วนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

6. Disclosure Gap: ช่องว่างในการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีส่วนได้เสีย

ปัจจุบันยังมีช่องว่างระหว่างข้อมูลที่องค์กรเปิดเผยกับสิ่งที่นักลงทุนต้องการใช้งานจริง การรายงานความยั่งยืนไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดสรรเงินลงทุนที่ผิดพลาดและไร้ประสิทธิภาพ องค์กรที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นจำเป็นต้องอ้างอิงมาตรฐานที่สากลยอมรับ เช่น GRI หรือ ISSB และเตรียมพร้อมรับมือกับเกณฑ์ประเมินจากหน่วยงานระดับโลกที่มีความซับซ้อนสูง

"ดร.พิพัฒน์" เน้นย้ำว่าคีย์เวิร์ดสำคัญที่ธุรกิจต้องยึดถือคือ “ความพร้อมผัน” หากองค์กรสามารถนำปัจจัยด้านความยั่งยืนและธรรมชาติมาสร้างความพร้อมผันได้ จะช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการได้รับการสนับสนุนทางการเงินและลดต้นทุนทางการเงินลง ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจละเลยไม่พิจารณาปัจจัยเหล่านี้ อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในที่สุด