วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ชนเผ่ารุ่นใหม่ จุดกระแสสมองไหลกลับ ปั้นธุรกิจพากิน-พานอน แบบชาติพันธุ์

ชนเผ่ารุ่นใหม่ จุดกระแสสมองไหลกลับ ปั้นธุรกิจพากิน-พานอน แบบชาติพันธุ์

หลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพคุ้นตาของชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงคือการที่คนรุ่นใหม่ทยอยออกจากท้องถิ่น มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ ทิ้งไว้เพียงผู้สูงอายุ องค์ความรู้ดั้งเดิม และทรัพยากรในชุมชนที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ปัญหาความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความท้าทายว่า “ใครจะอยู่ดูแลชุมชนต่อไป” 

บทสัมภาษณ์นี้ถ่ายทอดเรื่องราวของ Seeds Journey จาก จ.เชียงราย กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เลือกเดินสวนกระแส กลับคืนสู่พื้นที่บ้านเกิด สะท้อนตัวอย่างของเทรนด์ "Reverse Brain Drain" ใช้อาหาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงชุมชนเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้กลับมามีบทบาทในบ้านของตนเอง พร้อมพิสูจน์ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเริ่มต้นได้จากชุมชนเล็ก ๆ หากมีคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมารับไม้ต่ออย่างจริงจัง

“กัลยา เชอมื่อ” ผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม Seeds Journey ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า จุดเริ่มต้นมาจากความทรงจำวัยเด็กที่เติบโตมากับคุณย่าคุณยายในชุมชนชาติพันธุ์อาข่า หลังจากมีโอกาสไปเรียนและทำงานสื่อสารมวลชนในเมือง พบว่าความรู้เรื่องภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้านกำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับผู้เฒ่าผู้แก่

"ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก็คลุกคลีกับงานด้านความมั่นคงทางอาหารมาโดยตลอด และเคยร่วมทำงานกับเครือข่ายกินเปลี่ยนโลก ในโครงการเชฟน้อยกินเปลี่ยนโลก ที่พากระบวนการเรียนรู้เรื่องอาหารอย่างยั่งยืนเข้าไปสู่โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาในปี 2018 เริ่มอยากนำภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้านมาต่อยอด จึงลงพื้นที่ศึกษาอย่างจริงจัง ก่อนจะทดลองจัดทริปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในปี 2019 และค่อย ๆ พัฒนาแนวคิดดังกล่าวมาเป็นกิจการเพื่อสังคม Seeds Journey อย่างที่เห็นในวันนี้"

ชนเผ่ารุ่นใหม่ จุดกระแสสมองไหลกลับ ปั้นธุรกิจพากิน-พานอน แบบชาติพันธุ์

โครงสร้างรายได้

ปัจจุบัน Seeds Journey ออกแบบโครงสร้างรายได้ไว้หลายทาง เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงอัตลักษณ์อาหารพื้นบ้าน เข้ากับตลาดสมัยใหม่ ดังนี้

ด้านที่หนึ่ง การต่อยอดการท่องเที่ยวในชุมชนให้สร้างรายได้กลับสู่พื้นที่โดยตรง

  • การดูแลที่พัก พัฒนาบ้านของชาวบ้านเป็นโฮมสเตย์ในชุมชน
  • การจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบลงมือทำ
  • การนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงเป็นอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว

ด้านที่สอง การเปิดช่องทางตลาดนอกพื้นที่

  • การจำหน่ายวัตถุดิบท้องถิ่นให้ร้านอาหารและโรงแรม และร้านอาหารระดับ Fine Dining เช่น สิหมะ พริกควัน ถั่ว งา และปลีกล้วยป่าในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย
  • การออกงานอีเวนท์ ขายสินค้าเพื่อให้ชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

"กัลยา" อธิบายว่า ปัจจุบันรายได้หลักของโครงการยังมาจากการขายวัตถุดิบเป็นสัดส่วนราว 70% แต่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ตั้งใจจะค่อย ๆ ดันรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มบทบาทมากขึ้น จนมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 50%

ชนเผ่ารุ่นใหม่ จุดกระแสสมองไหลกลับ ปั้นธุรกิจพากิน-พานอน แบบชาติพันธุ์

จากความไม่เชื่อมั่น สู่การยอมรับของคนในชุมชน

"กัลยา" บอกว่า ความท้าทายที่ยากที่สุดไม่ใช่การหาลูกค้า แต่คือ “ความเชื่อของคนในชุมชน” โดยเฉพาะกลุ่มพ่ออุ้ยแม่อุ้ยที่เคยสิ้นหวังว่า “ไม่มีเด็กคนไหนกลับมากินอาหารแบบนี้หรอก” และไม่เชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวจะยอมรับรสชาติอาหารพื้นบ้านของตนได้

ในปัจจุบันมุมมองดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อแม่ ๆ ในชุมชนได้เห็นว่าอาหารที่พวกเขาทำได้รับความนิยมอย่างมากจนไม่เหลือให้แม่ชิม และเริ่มยอมรับการออกแบบเมนูของคนรุ่นใหม่ที่เน้นการไม่ใส่ผงชูรสหรือรสดี แต่ยังคงความอร่อยและดูดีในระดับสากล

ในโลกของ Social Enterprise (SE) ไอเดียดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดระบบบริหารจัดการและการวางแผนทางการเงินที่ชัดเจน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องก็อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ Seeds Journey จึงมองหาทางออกและตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ Banpu Champions for Change (BC4C) ปีที่ 14 ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 3 กิจการเพื่อสังคมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินสนับสนุนทีมละ 250,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าร่วมเครือข่าย BC4C Networking เพื่อเสริมความแข็งแรงด้านการจัดการหลังบ้าน การบ่มเพาะดังกล่าวช่วยให้กิจการมองเห็นทิศทางการเติบโตที่ชัดเจน และนำไปสู่การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในเวลาต่อมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: Seeds Journey แชมป์ BC4C นักธุรกิจชาติพันธุ์เพื่อสังคม รายได้โต ชุมชนยั่งยืน

ชนเผ่ารุ่นใหม่ จุดกระแสสมองไหลกลับ ปั้นธุรกิจพากิน-พานอน แบบชาติพันธุ์

ความสำเร็จ ชุมชนป่าเกี๊ยะ

“กัลยา” เล่าถึงความสำเร็จของชุมชนป่าเกี๊ยะ ตำบลท่าก๊อ (หมู่ที่ 18) อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หมู่บ้านที่โอบล้อมด้วยผืนป่าใหญ่และขุนเขา ประชากรประกอบด้วย 3 เผ่า คือ เผ่าอาข่า เผ่าลาหู่ และปกาเกอญอ ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน โดยพ่อหลวงในพื้นที่มองเห็นโจทย์เดียวกันว่า หากปล่อยให้คนรุ่นใหม่ทยอยออกจากหมู่บ้าน ในวันหนึ่งชุมชนอาจเหลือเพียงผู้สูงอายุ ไม่เพียงแค่วัฒนธรรมจะค่อย ๆ เลือนหาย แต่การดำรงชีวิตของคนในพื้นที่เองก็จะยากลำบากมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยากเห็นลูกหลานที่มีอายุใกล้เคียงกับคนรุ่นใหม่ในวันนี้ได้หวนกลับมาสร้างอนาคตบนผืนแผ่นดินของตนเอง

ที่ผ่านมา พ่อหลวงพยายามรวบรวมเยาวชนในหมู่บ้านให้เกิดเป็นเครือข่าย แม้หลายคนจะออกไปเรียนหรือทำงานในเมือง แต่ก็ยังกลับมามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชนเป็นระยะ ควบคู่กับการดูแลโฮมสเตย์บ้านป่าเกี๊ยะที่มีอยู่เดิม เมื่อ Seeds Journey เข้าไปทำงานในพื้นที่ จึงเลือกโฟกัสการทำงานกับเยาวชนเป็นหลัก โดยสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่กลับไปเรียนรู้เรื่องอาหารและวัตถุดิบจากคุณย่าคุณยายของตนเอง พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกไปสู่คนนอกผ่านสื่อที่มีอยู่

ชนเผ่ารุ่นใหม่ จุดกระแสสมองไหลกลับ ปั้นธุรกิจพากิน-พานอน แบบชาติพันธุ์

ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ รวมถึงกลุ่มนักเรียน ก่อนหน้านี้มีโรงเรียนนานาชาติที่เข้ามาเรียนรู้คราวละกว่า 50 คน กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในชุมชนผ่านการขายข้าวที่ปลูกเอง ผลผลิตทางการเกษตร และงานหมักดอง นอกจากนี้ยังสร้างพื้นที่ให้คนในชุมชนเกิดความภูมิใจที่ผลผลิตของตนมีมูลค่าและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

นอกจากการสร้างรายได้ Seeds Journey ยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยรณรงค์ให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นแทนพลาสติก เช่น กระบอกไม้ไผ่ ใบตอง และหัวปลี พร้อมทั้งส่งเสริมกระบวนการแยกขยะเปียกอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวสร้างภาระขยะให้กับชุมชนเหมือนในอดีต

ชนเผ่ารุ่นใหม่ จุดกระแสสมองไหลกลับ ปั้นธุรกิจพากิน-พานอน แบบชาติพันธุ์

โมเดล Slow Food

การสร้างรายได้หมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญของ Seeds Journey ผ่านการสร้างเครือข่ายที่เรียกว่า Slow Food ซึ่งเน้นการบริโภคที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม เครือข่ายนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถออกแบบราคาผลผลิตได้เอง ขณะที่เชฟจากในเมืองสามารถเข้ามาเรียนรู้และออกแบบการผลิตร่วมกับชุมชนได้โดยตรง

"ในปีที่ผ่านมา Seeds Journey ได้ดำเนินกิจกรรมไปกว่า 32 กิจกรรม ซึ่งรวมถึงการจัดทริปท่องเที่ยว การส่งวัตถุดิบของแห้งและงานหมักดองไปยังร้านอาหารในเมือง โดยมีเยาวชนในพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการและจัดทำลิสต์รายการวัตถุดิบด้วยตัวเอง"

ปัจจุบันกิจการทำงานร่วมกับเกษตรกรในชุมชน 19 ราย สามารถจ่ายเงินเดือนให้กับทีมงานหลัก 3 คน และเตรียมขยายเครือข่ายผู้ผลิตเป็น 30 คนใน 4 ชนเผ่าพื้นเมืองภายในปีนี้ คือ อาข่า ปกาเกอะญอ ดาราอ่าง และไทยใหญ่

ก้าวต่อไปสู่ระดับสากล ปัจจุบัน Seeds Journey เริ่มเป็นที่สนใจในระดับนานาชาติ โดยเคยได้รับการติดต่อจากกลุ่มเชฟในโซน เอเชียแปซิฟิก ที่สนใจจัดทริปท่องเที่ยวเชิงอาหาร แม้ว่าการเดินทางในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมจะไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนาน แต่นี่คือเส้นทางที่สร้างความยั่งยืนให้กับทั้งคนในชุมชน สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค

ชนเผ่ารุ่นใหม่ จุดกระแสสมองไหลกลับ ปั้นธุรกิจพากิน-พานอน แบบชาติพันธุ์