ไฟป่า น้ำท่วม ฝุ่นพิษ และโลกเดือด กำลังตอกย้ำความจริงข้อว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่นโยบายทางเลือก แต่คือเส้นความอยู่รอดของประเทศ ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2569 เวที “TEI: Thai Envi Next” โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองต้องแสดงจุดยืนต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม
โดยมี 9 พรรคร่วมส่งวิดีโอคลิปแสดงจุดยืน ได้แก่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคพลวัต พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคเพื่อไทย
นอกจากนั้นนักวิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคเยาวชน ร่วมเสวนา “อนาคตสิ่งแวดล้อมไทยหลังการเลือกตั้ง” ว่าใครมีแผนจริง ใครยังพูดลอย ๆ และประเทศนี้จะฝากอนาคตไว้กับใครได้บ้าง
ข่าวเกี่ยวข้อง:
4 หลักวิเคราะห์นโยบาย
"ศ.ดร.จำลอง โพธิ์บุญ" ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เสนอเกณฑ์ 4 ข้อในการพิจารณานโยบายของพรรคการเมือง ได้แก่ การตอบสนองต่อปัญหาจริง ความครอบคลุม ความชัดเจน และความคืบหน้าของนโยบาย
"ผมตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายส่วนใหญ่มักเน้นเรื่องเร่งด่วนอย่าง PM2.5 แต่ยังขาดรายละเอียดในเชิงลึกด้านการจัดการระบบนิเวศและการกระจายอำนาจ นอกจากนี้ ยังกังวลว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมมักถูกลดความสำคัญลงเมื่อเทียบกับนโยบายปากท้องและการแจกเงิน"
ไทยควรนำโมเดล เศรษฐกิจสีเขียว แบบประเทศจีนมาใช้เพื่อสร้างรายได้จากการดูแลสิ่งแวดล้อม และเน้นย้ำเรื่องการนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นรากฐานเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน
สมการความยั่งยืน 3G
“ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล” รองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า ประเทศต้องเริ่มจากการบริหาร "ทรัพยากรน้ำ-พลังงาน-อาหาร" แบบเชื่อมโยง ไม่แยกส่วน มิฉะนั้นจะยิ่งซ้ำเติมความขัดแย้งในยุคโลกร้อน
โดยเสนอตัวชี้วัดความสำเร็จผ่าน 3G คือ การเติบโตของ GDP การลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) และการลดความเหลื่อมล้ำ (Gini Coefficient)
“แม้หลายพรรคจะชูเรื่อง Net Zero 2050 แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าคือเป้าหมายระยะสั้นอย่าง NDC 3.0 ที่ไทยต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 47% ภายในปี 2578 จากปี 2562 ซึ่งต้องอาศัยทั้งการสร้างศักยภาพ ระบบข้อมูล ESG ที่โปร่งใส และใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐาน”
ความจริงด้านงบประมาณ
“พิพิธ เอนกนิธิ” ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะกรรมการบริหาร TBCSD กล่าวว่า ความเสียหายจากสภาวะโลกร้อนอาจทำให้ GDP ของไทยหายไปถึง 3.4% ภายในปี 2593 ขณะที่รัฐบาลมีงบประมาณที่ใช้สอยได้จริงเพียง 10% หรือประมาณ 3.8 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3.6 แสนล้านบาทต่อปี
“ผมเสนอให้เปลี่ยนจากความใจบุญหรือ CSR แบบเดิม มาเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ประเทศ โดยเสนอให้รัฐบาลลงทุนเพียงบางส่วนเพื่อดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศผ่านมาตรการ Governance Structure ที่โปร่งใส เพื่อทำให้ Impossible Trinity (ทฤษฎีสามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้) ของการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับสิ่งแวดล้อมเป็นไปได้จริง”
เสียงจากเยาวชน
“กานต์รวี ศรีแสงทรัพย์” เครือข่ายเยาวชนระดับโลก ด้านความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย (GYBN) เผยข้อมูลผลสำรวจว่า เยาวชนไทยถึง 87.4% รู้สึกว่าได้รับผลกระทบจาก Climate Change อย่างรุนแรง เธอเรียกร้องให้พรรคการเมืองขยับจากการให้ส่วนร่วมแบบขั้นที่ 1-3 (แจ้งเพื่อทราบ) ไปสู่ขั้นที่ 6-8 คือการให้เยาวชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและเป็นหุ้นส่วนนโยบาย
นอกจากนี้ เธอยังเสนอแนวคิด Transformative Education ที่ประกอบด้วย Head (ปัญญา), Hand (การปฏิบัติ) และ Heart (หัวใจ) เพื่อสร้างความผูกพันและจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง พร้อมเน้นย้ำเรื่อง "การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม" (Just Transition) ที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในยุคที่ต้องเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
กฎหมายและข้อมูลคืออาวุธ
"ดร.วิจารย์ สิมาฉายา" ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ปิดท้ายโดยเน้นย้ำว่า นโยบายที่สวยหรูจะเป็นเพียง "กระดาษ" หากไม่มีกฎหมายรองรับ ขอเรียกร้องให้เร่งผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ พ.ร.บ. ความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ ต้องต่อยอดโมเดล BCG โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม และการเข้าสู่ OECD ของไทยจะเป็นตัวเร่งให้เกิด Big Data และความโปร่งใส





