สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้จัดเวทีสื่อสารนโยบายครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ "Thai Envi Next" เพื่อให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถูกยกระดับจากนโยบายรองขึ้นมาเป็น "วาระแห่งชาติ" และเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนของประเทศก่อนการเลือกตั้งปี 2569 โดยมีพรรคการเมือง 9 พรรคร่วมส่งตัวแสดงจุดยืนผ่านวิดีโอคลิป พร้อมรายละเอียดกลไกทางกฎหมายและเศรษฐกิจที่น่าสนใจ โดย TEI ทำการสุ่มลำดับการแถลงนโยบายของพรรคต่าง ๆ และ 'กรุงเทพธุรกิจ' สรุปสาระสำคัญของนโยบาย ดังนี้
พรรคโอกาสใหม่: เศรษฐกิจสีเขียวที่แข่งขันได้จริง
"จตุพร บุรุษพัฒน์" หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศว่าพรรคฯอาสาเข้ามาจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ภายใต้สโลแกน “Green no Grey” ผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ในระดับโลก กับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเป้าหมายสูงสุดในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
พรรคโอกาสใหม่เสนอการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสะอาด ผ่านการผลักดัน พ.ร.บ.สนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด เป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่เพียงลดมลพิษ แต่ยังสร้างงานคุณภาพ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และเพิ่มความสามารถแข่งขันของไทยท่ามกลางกติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น
ด้านพลังงาน พรรคมุ่งเพิ่มสัดส่วน พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมเสนอการคำนวณราคาพลังงานด้วยเทคโนโลยีและหลักวิทยาศาสตร์เพื่อความเป็นธรรม ลดค่าไฟในระยะยาว รวมถึงสนับสนุน โซลาร์รูฟท็อปชุมชน ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยี ดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
ด้านภาคเกษตร พรรคเสนอโมเดล “เกษตรไม่จน” ปฏิรูปสู่เกษตรยั่งยืน เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรคาร์บอนต่ำ ปลอดการเผา 100% แก้ปัญหา PM2.5 ที่ต้นตอ พร้อมเปิดทางให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดสีเขียว และมีรายได้เสริมจาก คาร์บอนเครดิต และการบริการระบบนิเวศ
นอกจากนี้ พรรคให้ความสำคัญกับการรับมือภัยพิบัติ ผ่านการจัดทำ แผนที่ความเสี่ยง และ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลตามมาตรฐานสากล เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ลดความสูญเสีย และเปลี่ยนจากการเยียวยาเป็นการป้องกันอย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุด พรรคโอกาสใหม่ชูการบริหารงบประมาณรัฐอย่าง โปร่งใส เป็นธรรม และทั่วถึง สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นความเข้มแข็งของประเทศในระยะยาว
พรรคพลวัต: อากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
"กัณวีร์ สืบแสง" หัวหน้าพรรคพลวัต ประกาศจุดยืนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือเรื่องของ “สิทธิ” โดยสิทธิในการหายใจอากาศสะอาดถือเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ใช่สิทธิพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้น พรรคชี้ว่าตราบใดที่ประชาชนยังเผชิญมลพิษที่กระทบต่อสุขภาพ นั่นสะท้อนถึงการละเมิดสิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งรัฐต้องรับประกันการคุ้มครองอย่างจริงจัง
พรรคพลวัตมองว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่อาจจำกัดอยู่เพียงภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหา มลพิษข้ามพรมแดน จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ยังขาดกฎหมายสิ่งแวดล้อมเข้มแข็ง
พรรคจึงเสนอแนวทาง “การทูตเชิงรุก” หรือ “การแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์” เพื่อผลักดันความรับผิดชอบร่วมกันในระดับภูมิภาค เนื่องจากกิจกรรมอย่างเหมืองแร่และเกษตรกรรมที่ไร้มาตรฐานในประเทศเพื่อนบ้านส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยโดยตรง
ด้านเศรษฐกิจ พรรคยึดหลัก Business and Human Rights โดยมองว่าธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมคือการละเมิดสิทธิประชาชน พรรคเสนอใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดร้ายแรง ทั้งการ แบนจากเวทีระหว่างประเทศ และไม่ยอมรับการส่งออกสินค้าไปสู่ตลาดโลก
เพื่อคุ้มครองคุณภาพชีวิตของคนไทย พรรคจะใช้ทั้งการสร้างความตระหนักรู้ควบคู่กับมาตรการทางเศรษฐกิจ โดยไม่ยอมรับสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรมใด ๆ ทั้งในและต่างประเทศที่พิสูจน์ได้ว่าทำลายสิ่งแวดล้อม กระบวนการจะเริ่มจากการให้โอกาสปรับปรุง แต่หากยังเพิกเฉย จะใช้มาตรการ แบนสินค้าสกปรก ทันที พรรคเชื่อว่าจุดยืนเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยยืนอย่างสง่างามบนเวทีโลก ในฐานะผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
ได้เลยครับ นี่คือเวอร์ชัน ย่อประมาณ 30% โดยคง สาระ นโยบายหลัก และโครงสร้างเดิมครบถ้วน ภาษาแน่น กระชับ เหมาะกับข่าวเชิงนโยบาย
พรรคประชาชน: ทางรอดสิ่งแวดล้อมต้องเร่งสปีด
"ดร.เดชรัต สุขกำเนิด" รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับโลกถึงชุมชน โดยมีเป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน พรรคประกาศเป้าหมาย Net Zero เร็วกว่าแผนรัฐบาล 15 ปี มองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นต้นตอของภัยพิบัติที่กระทบทั้งชีวิตและเศรษฐกิจ จึงต้องบริหารจัดการเชิงรุก เน้นระบบเตือนภัยและการปรับตัวล่วงหน้า พร้อมชูการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นโอกาส สร้างงานและรายได้ใหม่
ด้านมลพิษอากาศ พรรคพร้อมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด สู่การปฏิบัติจริง ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่
- ศูนย์บัญชาการมลพิษอากาศ เชื่อมโยงข้อมูลจุดความร้อน การเผา สุขภาพประชาชน และสภาพอากาศ เพื่อเตือนภัยและแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว
- ทางเลือกเกษตรกร ลดการเผาในภาคเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม
- กระจายอำนาจท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณและอำนาจจัดการไฟป่าในพื้นที่ตนเอง
พรรคประชาชนเสนอแก้ปัญหาขยะและน้ำเสียด้วยแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเร่งยกระดับบ่อขยะกว่า 2,000 แห่งให้ได้มาตรฐาน ใช้ระบบ คลัสเตอร์จัดการขยะ เพิ่มการรีไซเคิล และลงทุนระบบจัดการน้ำเสียให้ครอบคลุม ทุกอำเภอ
อีกหนึ่งจุดเด่นคือการดูแลระบบนิเวศและสัตว์ทุกประเภท ตั้งแต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีป้องกันสัตว์ป่าบุกรุกพื้นที่เกษตร ไปจนถึง สวัสดิการสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด ผ่านการลงทะเบียนสัตว์ การจัดสถานพักพิงมาตรฐาน และการสนับสนุนให้ประชาชนรับสัตว์ไปดูแล พร้อมสิทธิรักษาพยาบาลและลดหย่อนภาษี
พรรคประชาชนย้ำว่า ความสำเร็จของนโยบายทั้งหมดต้องอาศัยการวางระบบที่เข้มแข็งใน 3 เสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี งบประมาณ/เงินลงทุน และกฎหมาย เพื่อให้การขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
พรรคภูมิใจไทย: "เศรษฐกิจสีเขียว พลัส"
"วราวุธ ศิลปอาชา" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เน้นย้ำว่านโยบายสิ่งแวดล้อมต้องทำให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ หากประเทศมุ่งเน้นเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจโดยละเลยการอนุรักษ์ ในอนาคตจะไม่มีทรัพยากรหลงเหลือให้ใช้ประโยชน์ ในทางกลับกัน หากเน้นเพียงการอนุรักษ์จนสุดโต่ง ประเทศก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้ ดังนั้น นโยบายของพรรคภูมิใจไทยจึงถูกออกแบบมาเพื่อหาจุดตัดที่พอดีระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาธรรมชาติ
นโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยในมิติด้านการพัฒนาคือ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” (Green Economy Plus) ซึ่งมีเป้าหมายกระตุ้นให้ภาคเอกชนเกิดความตื่นตัวและปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยพรรคตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050
สาเหตุสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันนโยบายนี้ เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกเริ่มบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการไทย ดังนี้
- ฉลากคาร์บอน (Carbon Label): สินค้าไทยที่จะไปแข่งขันในตลาดโลกต้องมีการระบุข้อมูลการปล่อยคาร์บอนเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
- ตลาดกลางซื้อขายคาร์บอนเครดิต: เสนอให้จัดตั้ง Carbon Credit Trading Board เพื่อสร้างมาตรฐานและเป็นตัวกลางในการส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ
พรรคภูมิใจไทยนำเสนอแนวคิดว่า “การเพิ่มพื้นที่สีเขียวต้องไม่เป็นภาระอีกต่อไป” แต่ต้องกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของประชาชน โดยคาร์บอนเครดิตจะเกิดขึ้นได้จาก 2 แนวทางหลัก คือการลดการปล่อยก๊าซในภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มพื้นที่ป่า
พรรคมีแผนที่จะส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่สีเขียวมีหน้าที่ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากร โดยประชาชนกลุ่มนี้จะได้รับ ส่วนแบ่งจากคาร์บอนเครดิต เพื่อนำมาเป็นฐานรากของเศรษฐกิจชุมชน ในขณะเดียวกัน บริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการลดภาระด้านภาษีหรือต้องการมุ่งสู่ Net Zero ก็สามารถเข้ามาเทรดหรือซื้อขายคาร์บอนเครดิตเหล่านี้กับชุมชนหรือในระดับนานาชาติได้
ในมิติด้านทรัพยากรธรรมชาติ พรรคภูมิใจไทยมองว่า “การท่องเที่ยว” คือเครื่องยนต์หลักในการดึงรายได้เข้าสู่ประเทศ อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต้องมาพร้อมกับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ คือ
- การควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว: ต้องมีการจัดการจำนวนผู้เข้าชมในจุดท่องเที่ยวสำคัญทั้งของภาครัฐและเอกชนไม่ให้เกินขีดความสามารถในการรองรับของธรรมชาติ
- การรักษาความงามเพื่อคนรุ่นหลัง: มุ่งเน้นการรักษาธรรมชาติให้คงความสวยงามเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกลับมาเที่ยวซ้ำ และส่งต่อแผ่นดินที่สมบูรณ์ให้กับลูกหลาน
พรรครวมไทยสร้างชาติ: ขจัดมลพิษ-พลังงานสะอาดเสรี
"นราพัฒน์ แก้วทอง" รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชูธงการจัดการปัญหามลพิษอย่างจริงจังและเด็ดขาดผ่านกลไกทางกฎหมายและมาตรการทางการค้า พรรครวมไทยสร้างชาติมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่นควัน PM 2.5 เป็นวาระเร่งด่วนที่รอไม่ได้ แม้จะมีการป้องกันภายในประเทศแต่ปัญหาฝุ่นจากเพื่อนบ้านยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
พรรคจึงเสนอนโยบาย "เปิดโต๊ะเจรจาระดับภูมิภาค" ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่เข้มงวด โดยจะมีการวางกรอบ "มาตรการกีดกันทางการค้า" สำหรับสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ก่อมลภาวะเป็นพิษไม่ให้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค
ประเด็นเรื่องขยะนำเข้าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญเป็นพิเศษ พรรคมีนโยบาย ห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเพื่อมารีไซเคิลในประเทศไทยโดยเด็ดขาด เนื่องจากที่ผ่านมาสร้างปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศอย่างมหาศาล หากมีความจำเป็นต้องมีการนำเข้าในบางกรณี จะต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ถูกต้องและได้มาตรฐานสากลอย่างเข้มงวดที่สุด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
พรรคพร้อมเร่งผลักดัน พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) และสนับสนุน กฎหมายเก็บภาษีคาร์บอนในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อนำยอดภาษีที่เก็บได้ในไทยไปหักลบกับค่าธรรมเนียม CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป เพื่อลดการจ่ายภาษีซ้ำซ้อนของผู้ส่งออกไทย
นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมให้สินค้าไทยได้รับมาตรฐาน "Premium T-ver" เทียบเท่าสากล และลดค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้เปรียบในการแข่งขัน
พรรคเสนอนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองที่จับต้องได้จริง ประกอบด้วย
- เขตเมืองมลพิษต่ำ: กำหนดพื้นที่เฉพาะเพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษอย่างเข้มงวด
- การคัดแยกขยะต้นทาง: บังคับใช้กฎหมายคัดแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ
- กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility): ผลักดันการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนโดยให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบขยะที่เกิดขึ้น
- ยกระดับอาชีพ "ซาเล้ง": สนับสนุนและจดทะเบียนกลุ่มผู้เก็บขนขยะรายย่อยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการขยะตามกฎหมาย EPR
- บัญชีขยะอาหาร (Food Waste Account): บังคับให้ห้างสรรพสินค้าและโรงงานขนาดใหญ่ต้องจัดทำบัญชีขยะอาหาร และบริหารจัดการตามหลัก BCG Model อย่างถูกต้อง
ในมิติด้านพลังงาน พรรครวมไทยสร้างชาติชูนโยบาย "กฎหมายโซลาร์เสรี" ซึ่งจะอนุญาตให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านได้โดยไม่ต้องขออนุมัติ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างแพร่หลาย รวมถึงการผลักดัน พ.ร.บ. รถไฟฟ้า (EV) เพื่อเปลี่ยนผ่านภาคการขนส่งไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับปัญหาขยะทะเล พรรคเสนอการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำก่อนไหลสู่มหาสมุทร โดยการสร้าง "แนวทุ่นดักเก็บขยะ" ตามลำน้ำสำคัญก่อนที่ขยะจะไหลออกสู่ท้องทะเล เพื่อรักษาทัศนียภาพและระบบนิเวศทางทะเลของไทย
พรรคประชาธิปัตย์: เปลี่ยนขยะเป็นทอง ภาระเป็นทุน
"ดร.การดี เลียวไพโรจน์" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเน้นการเตรียมความพร้อมประเทศให้เท่าทันกับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน
พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งแวดล้อม จากเดิมที่มองว่าเป็น "ภาระ" หรือ "ค่าใช้จ่าย" ให้กลายเป็น "ทุน" และ "การลงทุน" นโยบายเรือธงในด้านนี้คือการสร้างรายได้ผ่าน คาร์บอนเครดิต และการออก พันธบัตรป่าไม้ (Forest Bonds) กลไกนี้จะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถสร้างรายได้ในระหว่างที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาพื้นที่ป่าไม้ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ทรัพยากรมาเป็นผู้สร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อม
ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน พรรคเสนอแนวทางที่ทันสมัย 2 ด้านหลัก คือ
- การเชื่อมโยงพลังงานภูมิภาค (ASEAN Grid): สนับสนุนการนำเข้าพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อใช้ในประเทศและส่งออกต่อ ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้จากการส่งผ่านพลังงานแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาษี
- โซลาร์รูฟท็อป 5 ล้านครัวเรือน: ตั้งเป้าสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับครัวเรือนจำนวนถึง 5 ล้านแห่ง ซึ่งประชาชนไม่เพียงแต่จะได้ใช้ไฟฟ้าฟรีจากแสงอาทิตย์ แต่ยังสามารถ ขายไฟฟ้าคืนให้กับระบบส่วนกลาง เพื่อสร้างรายได้เสริมได้อีกด้วย
เพื่อรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศที่วิกฤติ พรรคเสนอการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงผ่าน "ซูเปอร์เซ็นเซอร์" และข้อมูลจาก ดาวเทียม เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยระบุแหล่งที่มาของการเผาไหม้ได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้สามารถใช้กลไกตลาดเป็นผู้ตัดสินและจัดการกับปัญหาที่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังมีนโยบายจัดการขยะไอทีและขยะพลาสติก โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นพลังงานและน้ำมัน
พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการเตรียมรับมือสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน โดยเสนอการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติทางน้ำ แผนงานนี้ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วม และการวางระบบสำรองน้ำเพื่อรองรับภาวะภัยแล้งที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
ในมิติของอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนจากภาครัฐ พรรคมีนโยบายดังนี้
- อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV): สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดการประกอบและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไทยมากขึ้น
- การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement): ภาครัฐจะให้ "แต้มต่อ" หรือสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่มาตรฐานสีเขียวอย่างรวดเร็ว
พรรคไทยสร้างไทย: สมดุลเกษตรกรและบังคับใช้ EPR
"ปริเยศ อังกูรกิตติ" โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของสภาชุดที่ผ่านมาและคณะรัฐมนตรีที่ไม่สามารถผลักดันกฎหมายหรือนโยบายสำคัญในการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในปัจจุบันภาครัฐจะมีการอ้างถึงความสำเร็จในการลดจำนวนจุดเผาไหม้ลงได้บ้าง แต่พรรคไทยสร้างไทยมองว่ามาตรการเหล่านั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก
หัวใจสำคัญของนโยบายจากไทยสร้างไทยคือการค้นหา "จุดสมดุล" ระหว่างความอยู่รอดของเกษตรกรและการปกป้องสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอว่ามาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตจะต้องดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะ "มาตรการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ" ที่ต้องเข้ามาควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้การอนุรักษ์กลายเป็นการทำร้ายผู้ผลิตต้นทาง
หากพรรคได้รับโอกาสให้เป็นรัฐบาล พรรคพร้อมจะผลักดันมาตรการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นระบบ
พรรคไทยสร้างไทยมุ่งเน้นการใช้อำนาจทางนิติบัญญัติเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก โดยประกาศพร้อมผลักดันกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มากพอ ได้แก่
- พ.ร.บ. อากาศสะอาด: เพื่อจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน
- กฎหมายการจัดการขยะพิษ: เพื่อควบคุมและบริหารจัดการสารอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
- กฎหมายการจัดการขยะหมุนเวียน หรือ กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility): ซึ่งเป็นหลักการที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปยังช่วงชีวิตต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรและลดปริมาณขยะอย่างจริงจัง
ในช่วงท้ายของการนำเสนอ พรรคไทยสร้างไทยได้เรียกร้องขอโอกาสจากประชาชนที่รักในสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าไปทำหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในวันนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อคนรุ่นปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นการสร้างฐานรากของอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับลูกหลานสืบไป
พรรคไทยก้าวใหม่: จัดการภัยพิบัติ หน้าที่ของรัฐ
"ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์" หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำเสนอยุทธศาสตร์การทำงานที่เน้นความเด็ดขาดและรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ดังนี้
1. บรรจุการจัดการภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐในรัฐธรรมนูญ
นโยบายที่เป็นหัวใจสำคัญและเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของพรรคไทยก้าวใหม่ คือการผลักดันให้เรื่องการจัดการภัยพิบัติถูกบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญ หมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ พรรคระบุว่าในปัจจุบันรัฐธรรมนูญยังไม่มีการระบุหน้าที่ของรัฐในด้านนี้ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งหากมีการบรรจุลงไปจะส่งผลให้ประชาชนได้รับสิทธิและการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
การยกระดับสู่กฎหมายสูงสุดนี้จะทำให้รัฐไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ โดยเฉพาะการอ้างเหตุสุดวิสัย เช่น "ฝน 100 ปี" เพื่อเลี่ยงภาระรับผิดชอบ นอกจากนี้ พรรคยังมุ่งเป้าที่จะสร้างระบบการเตือนภัยพิบัติที่ทันท่วงทีและแม่นยำ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
2. ยุทธศาสตร์จัดการน้ำท่วมและน้ำทะเลหนุนอย่างยั่งยืน
ปัญหาการจัดการน้ำเป็นเรื่องที่พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พรรคเสนอให้มีการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลต้องเผชิญกับสภาพ "เมืองจมน้ำ" เหมือนที่ผ่านมา
นโยบายนี้ครอบคลุมการคุ้มครองพื้นที่หลายจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ อยุธยา, สิงห์บุรี, อ่างทอง, นนทบุรี, สมุทรปราการ และปทุมธานี เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี
3. อากาศสะอาดและการกำจัด "โรงงานทุนเทา"
ในมิติด้านมลพิษทางอากาศและสารพิษ พรรคไทยก้าวใหม่มีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน 2 ส่วน คือ
- การผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด: ในฐานะที่หัวหน้าพรรคเป็นหนึ่งในรองประธานกรรมาธิการ พรบ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พรรคจึงประกาศความพร้อมที่จะผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุดเพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่ประชาชน
- การจัดการโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่รับผิดชอบ: พรรคมีนโยบายจัดการกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกเรียกว่า "โรงงานทุนเทา" หรือโรงงานที่ปล่อยสารพิษและก่อมลภาวะโดยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและเยาวชน พรรคประกาศจะใช้มาตรการ "เบ็ดเสร็จเด็ดขาด" ในการจัดการกับผู้กระทำผิดเหล่านี้เพื่อปกป้องสุขภาพของคนไทยทั่วประเทศ
นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมาย พรรคไทยก้าวใหม่ยังมีนโยบายเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมเมือง ได้แก่
- การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่นันทนาการ: มุ่งเน้นการสร้างปอดให้คนเมืองและลดการทำลายป่า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจได้มากขึ้น
- การศึกษาด้านการอนุรักษ์: พรรคมีแนวคิดที่จะบรรจุความรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลงในหลักสูตรการศึกษา โดยเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ระดับ อนุบาล เพื่อสร้างพลเมืองที่มีจิตสำนึกรักษ์โลกอย่างยั่งยืน
พรรคเพื่อไทย: 11 นโยบาย มุ่งสู่ Net Zero 2050
"ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เสนอยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม 11 ด้าน โดยย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือนานาชาติ เนื่องจากไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก แต่ได้รับผลกระทบสูง พรรคยืนยันยึดแนวทาง SDGs และเป้าหมาย Net Zero 2050 ตามมาตรฐานสากล
1. กฎหมายอากาศสะอาดและสุขภาพประชาชน: เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด พร้อมออกกฎหมายลูก ช่วยภาคธุรกิจปรับตัว ลดผลกระทบแรงงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
2. โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว: รถไฟฟ้า 20 บาท: ลดการใช้รถส่วนตัวด้วยรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ใช้เงินลงทุนเอกชน ควบคู่ระบบฟีดเดอร์ 10 บาท และเพิ่มพื้นที่สีเขียว
3. ฟื้นฟูทะเลด้วย Digital Twin: ปรับกฎหมายประมงและใช้เทคโนโลยี Digital Twin จำลองทะเลไทย เพื่อติดตามระบบนิเวศอย่างแม่นยำและยั่งยืน
4. บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ: วางแผนจัดการน้ำครบวงจร รับมือภัยแล้ง–น้ำท่วม ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
5. อุทยานแห่งชาติและท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: ทนุบำรุงอุทยาน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และผสานการอนุรักษ์ป่ากับเกษตรกรรม เพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
6. ศูนย์บัญชาการภัยพิบัติและอวกาศ: จัดตั้งศูนย์ภัยพิบัติด้วย AI และฐานข้อมูลบูรณาการ พร้อมใช้ข้อมูลดาวเทียมวิเคราะห์เกษตรและคาดการณ์ภัยธรรมชาติ
7. พลังงานสะอาดเสรี ค่าไฟ 3.70 บาท: ปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน ตั้งเป้า ค่าไฟ 3.70 บาท ผ่านกลไก Offset และสนับสนุนวิจัย Fusion Energy
8. นวัตกรรมเกษตร ลดการเผา: แก้ PM2.5 ด้วยการไถกลบตอซัง ใช้นวัตกรรมเร่งย่อยสลาย พร้อม คูปองปุ๋ย และตรวจวิเคราะห์ดิน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต
9. กองทุนหมู่บ้าน SML เพื่อสิ่งแวดล้อม: เปิดทางให้ชุมชนใช้กองทุน SML พัฒนาโครงการสิ่งแวดล้อมตามบริบทพื้นที่
10. ผลิตภัณฑ์สีเขียวและวัสดุอนาคต: ทำให้สินค้ารักษ์โลกมีราคาถูกลง พร้อมวิจัย วัสดุทดแทนซีเมนต์ น้ำมันคาร์บอนต่ำ และชีววิทยา
11. เทคโนโลยีจัดการขยะและคาร์บอน: ส่งเสริมเทคโนโลยีลดและกักเก็บคาร์บอน เพื่อมุ่งสู่ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์





