วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘พริษฐ์’ เสนอ ‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง-คืนอิสระให้โรงเรียน

‘พริษฐ์’ เสนอ ‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง-คืนอิสระให้โรงเรียน

ในการเสวนา The Nation Visionary Club Roundtable ภายใต้หัวข้อ “Beyond the Classroom: Thai Education Beyond Borders” เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม Skyview Hotel Bangkok พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน นำเสนอวิสัยทัศน์การปฏิรูปการศึกษาไทย โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกและแนวทางแก้ไขที่ต้องอาศัยทั้งประสิทธิภาพและความเข้าใจในความเป็นมนุษย์

พริษฐ์เริ่มต้นด้วยการสรุปปัญหาหลัก 3 ประการของการศึกษาไทยในปัจจุบัน ประการแรกคือ “การศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต” ซึ่งเห็นได้ชัดจากความเห็นของนักเรียนที่รู้สึกว่าไม่สามารถนำสิ่งที่เรียนไปใช้ได้ในชีวิตจริง รวมถึงระดับคะแนน PISA ของไทย รั้งท้ายทั้งในระดับโลกและระดับอาเซียน 

ปัญหานี้ลุกลามไปจนถึงระดับผู้ใหญ่ ที่ผลการศึกษาจากหน่วยงานต่าง ๆ ยังระบุว่าผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่ออาชีพ เช่น ทักษะการทำความเข้าใจข้อมูลที่ซับซ้อน หรือทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน

ประการที่สองคือ “ความทุกข์ในระบบการศึกษา” พริษฐ์ชี้ว่าทุกภาคส่วนต่างมีความทุกข์ พ่อแม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายแอบแฝงจากการศึกษาในทุกระดับ ไม่เว้นแม้แต่โรงเรียนรัฐ นักเรียนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต การบูลลี่ และบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป

‘พริษฐ์’ เสนอ ‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง-คืนอิสระให้โรงเรียน

ขณะที่ ครูก็จมอยู่กับภาระงานเอกสารและโครงการบริหารจัดการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอน ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนก็ขาดอำนาจในการตัดสินใจ เพราะการบริหารจัดการงบประมาณและหลักสูตรถูกรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง

ประการสุดท้ายคือ “ศักยภาพการเรียนรู้ถูกทำลาย” ระบบการศึกษาในปัจจุบันบังคับให้นักเรียนใช้เวลาในห้องเรียนนานเกินไป เผชิญกับการบ้านและการสอบที่หนักหน่วงจนไม่มีพื้นที่ทางความคิดในการสำรวจตัวเอง ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษายังไม่สามารถเชื่อมต่อการเรียนรู้นอกห้องเข้ากับหลักสูตรหลักได้

“เรามีระบบการศึกษาที่ปฏิบัติกับนักเรียนทุกคนเหมือนกันหมด ทั้งที่นักเรียนแต่ละคนมีความชอบและความต้องการในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน” พริษฐ์กล่าว 

พริษฐ์กล่าวว่า ระบบการศึกษาไทยขาด “2E” ที่ขาดหายไป คือ Efficiency (ประสิทธิภาพ) กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณสูงที่สุดทุกปี แต่กลับไม่สามารถทำให้การศึกษา “ฟรี” เกิดขึ้นได้จริง ขณะเดียวกันไทยก็เป็นประเทศที่ใช้เวลาเรียนนานที่สุด แต่กลับไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นทักษะที่แข่งขันได้

ส่วนอีก E คือ Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) นโยบายการศึกษายัง เน้นเฉพาะด้านวิชาการโดยละเลยสุขภาพกายและใจของนักเรียน รวมถึงขาดความไว้วางใจให้ครูและสถานศึกษาตัดสินใจเอง

‘พริษฐ์’ เสนอ ‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง-คืนอิสระให้โรงเรียน

นอกจากนี้ เรื่องค่าใช้จ่ายเป็นปัญหาสำคัญที่พริษฐ์ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเขาได้เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวพบว่า พ่อแม่ที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐในหลักสูตรปรกติยังคงต้องจ่ายเงินเฉลี่ยถึง 5,000 บาทต่อเทอม หรือประมาณ 10,000 บาทต่อปี เขาจึงเสนอว่าจำเป็นต้องสร้างระบบการศึกษาที่มี มาตรฐานสูงและไม่มีเพดานจำกัด เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียมและเป็นสิทธิที่ได้รับฟรีจริง

พริษฐ์เสนอทางออกด้วยการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากร โดยเปลี่ยนสูตรการคำนวณงบประมาณและจำนวนครูที่เดิมยึดตามจำนวนนักเรียน ซึ่งทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบเพราะมีค่าใช้จ่ายคงที่ ให้เปลี่ยนมาเป็นสูตรที่อิงตามความต้องการจริง เพื่อให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีทรัพยากรเพียงพอในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ พร้อมกับการกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจใช้งบประมาณตามบริบทของตนเอง

ในมิติของเอไอ พริษฐ์มองว่าต้องมีการแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.ทักษะจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ 2.เป็นเครื่องมือช่วยเรียน 3.เป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการ เขาเปรียบเทียบว่าเหมือนการใช้เครื่องคิดเลขที่นักเรียนต้องฝึกทักษะพื้นฐาน ก่อนจะใช้เครื่องมือช่วย และเน้นย้ำว่าเอไอควรเข้ามาช่วยลดงานเอกสารของครู เพื่อให้ครูมีเวลาไปให้ความสำคัญกับ “การมีปฏิสัมพันธ์ที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์ด้วยความเห็นอกเห็นใจ” (Empathetic Human Touch) แก่นักเรียน ซึ่งเอไอไม่สามารถทดแทนได้

อีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจคือ การสร้างระบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อ เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องออกไปทำงานช่วยครอบครัว พริษฐ์เสนอว่าควรมีกลไกที่สามารถเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานนอกโรงเรียนให้กลายเป็น “หน่วยกิต” เพื่อให้เด็กเหล่านั้นยังคงอยู่ในระบบการศึกษาได้แม้จะไม่ได้เข้าเรียนในรูปแบบปกติ 5 วันต่อสัปดาห์ก็ตาม

เมื่อถูกถามถึงภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า พริษฐ์เตือนว่าหากไม่ทำอะไรเลย ประเทศไทยจะเผชิญกับ 3 วิกฤติ คือ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงจากสังคมสูงวัยและผลิตภาพแรงงานต่ำ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงขึ้น และสังคมที่ขาดความเคารพในสิทธิและความหลากหลาย 

“หากเราไม่สามารถจัดหาการศึกษาที่มีคุณภาพและทุกคนเข้าถึงได้ฟรี ความเหลื่อมล้ำจะกลายเป็นมรดกที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น” พริษฐ์

หากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ จะต้องมีการออกพ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ รวมถึงจัดหลักสูตรใหม่ที่ทันโลก เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ปรับปรุงหลักสูตรอย่างจริงจัง มาตั้งแต่ก่อนยุค iPhone เครื่องแรกเปิดตัว ตลอดจนการเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แบบเดิมที่ใช้มาเป็นทศวรรษ 

ดังนั้น การจะช่วยให้ศึกษาไทยหลุดพ้นจากอันตราย จะต้องรรื้อถอนโครงสร้างการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ เพื่อคืนอำนาจและศักดิ์ศรีให้แก่ผู้เรียนและครู เพราะการศึกษาที่เป็นธรรมและมีคุณภาพคือรากฐานสำคัญที่จะพาประเทศไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปสู่สากลได้อย่างยั่งยืน

‘พริษฐ์’ เสนอ ‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง-คืนอิสระให้โรงเรียน