สภาการศึกษาปลดล็อกศักยภาพนักเรียนไทยด้วยนโยบาย L.E.A.R.N Pillar เน้นทักษะมนุษย์และลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม Skyview Hotel Bangkok กรุงเทพฯ ในงานเสวนา The Nation Visionary Club Roundtable ภายใต้หัวข้อ “Beyond the Classroom: Thai Education Beyond Borders” ดร.จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียร ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ร่วมแสดงทัศนะถึงทิศทางใหม่ของการศึกษาไทย โดยระบุว่าการศึกษาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและยากจะแก้ไข ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัย ที่ก้าวเข้าสู่ยุคเอไอ ซึ่งต้องมุ่งเน้นทักษะที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางเเป็นสำคัญ
ดร.จอมหทยาสนิท ได้เปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางใหม่ของ สกศ. ที่เรียกว่า “LEARN Pillar” เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนการศึกษาในอนาคต ประกอบด้วย 5 เสาหลัก คือ
- L - Learner Agency (ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้)
- E - Educator Empowerment (การเสริมพลังและสวัสดิภาพครู)
- A - Allocation (การจัดสรรงบประมาณที่ยุติธรรม)
- R - Reach(การเข้าถึงการศึกษาผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต)
- N - Network (เครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน)
ดร.จอมหทยาสนิทให้ความสำคัญฏับผู้เรียน โดยเน้นย้ำว่าในอนาคตทุกคนคือผู้เรียนตลอดชีวิต เด็กควรมีสิทธิมีเสียง มีทางเลือก และมีความเป็นเจ้าของในการเรียนของตนเอง “นักเรียนต้องสามารถร่วมสร้างและร่วมออกแบบหลักสูตรและการเรียนรู้ร่วมกับครูผู้สอนได้ เพื่อให้การศึกษามีความหมายและตรงตามวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคลมากขึ้น”
สำหรับการจัดการงบประมาณสกศ. กำลังร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการออกแบบสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรจะถูกส่งไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการจริง ๆ แทนการจัดสรรแบบรายหัว (Per-head) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ถือเป็นปัญหาที่วิกฤติที่สุดของการศึกษาไทย
ในส่วนของการสร้างเครือข่าย ดร.จอมหทยาสนิท มองว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้ แต่ต้องอาศัยพันธมิตรจากภาคเอกชนและโรงเรียนนานาชาติ โดยมีการทำโครงการจับคู่โรงเรียนนานาชาติกับโรงเรียนรัฐบาลในท้องถิ่นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกับมาตรฐานสากล
เมื่อกล่าวถึงบทบาทของเอไอในห้องเรียน ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายฯ ให้ความเห็นว่า “ความฉลาดรู้เรื่องเอไอ ของครูและนักเรียนมีความสำคัญยิ่งกว่าการตั้งกฎระเบียบข้อบังคับ” เนื่องจากเอไอคือเครื่องมือที่จะช่วยสร้างความเท่าเทียม หากใช้อย่างถูกวิธี เช่น การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอเพื่อทำหน้าที่เป็นติวเตอร์เสมือนจริงในพื้นที่ที่ขาดแคลนครู
อย่างไรก็ตาม ดร.จอมหทยาสนิทแสดงความกังวลถึงผลกระทบของเอไอต่อเด็กเล็ก โดยสนับสนุนนโยบายลดเวลาหน้าจอ (Screen time) เนื่องด้วยงานวิจัยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบด้านลบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ พร้อมเตือนถึงอันตรายของ เอไอแชตบ็อตที่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ของเด็ก หากขาดการคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง
ทักษะที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ต้องมีเพื่อความอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คือทักษะความเป็นมนุษย์ที่ ดร.จอมหทยาสนิท สรุปไว้ในหลัก “3E” ได้แก่ Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ), Emotional Intelligence (ความฉลาดทางอารมณ์) และ Ethics (จริยธรรม) เพราะนี่คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทุกคนอยู่รอดได้ในอนาคตที่มีแต่ความไม่แน่นอน
ดร.จอมหทยาสนิท ยังได้คาดการณ์ถึงสถานการณ์ในอีก 10 ปีข้างหน้าว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ ประเทศไทยอาจเผชิญกับสภาวะ “Lost Generation” ที่กำลังแรงงานจะตัดขาดจากระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโดยสิ้นเชิง นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ลึกซึ้งขึ้นและภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงัก ซึ่ง สกศ. กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในโรงเรียนทั่วประเทศ
“การศึกษายุคใหม่ต้องก้าวข้ามกำแพงห้องเรียนและขีดจำกัดเดิม ๆ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามต้องการ” ดร.จอมหทยาสนิท กล่าวทิ้งท้าย โดยเน้นย้ำว่าความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วนและขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ก้าวไกลอย่างไร้พรมแดน

