วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

ในพลวัตโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีทางเลือก แต่กลายเป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา"  ที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน ภาคการศึกษาในฐานะต้นน้ำของทุนมนุษย์กำลังเผชิญกับการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ

 การประกาศยุทธศาสตร์ดิจิทัลของ “Wycombe Abbey International” เครือข่ายโรงเรียนระดับโลก ไม่เพียงแต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ แต่เป็นการปักหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการใช้ "กรุงเทพฯ" เป็นศูนย์กลางการศึกษาชั้นเลิศ (Regional Education Hub) แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ที่ความรู้ถูกเปลี่ยนนิยาม

อดีต การเข้าถึงความรู้ชั้นยอดถูกจำกัดอยู่เพียงในสถาบันการศึกษาชั้นนำหรือกับครูที่เก่งกาจเพียงไม่กี่คน แต่ AI กำลังทำลายกำแพงการผูกขาดนั้นลงอย่างสิ้นเชิง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘Wycombe Abbey’เบอร์1จากอังกฤษ รร.นานาชาติแห่งใหม่ สร้างผู้นำระดับโลก

‘CUii’ จุฬาฯ สร้างคนรุ่นใหม่เก่งรอบด้านรับโลกเปลี่ยน

ยุทธศาสตร์ AI ใน Wycombe Abbey

“Dez Yuan” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ Wycombe Abbey International และ BE Education  ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่ายุทธศาสตร์ AI ของกลุ่มโรงเรียนเริ่มต้นอย่างเป็นระบบจากอังกฤษเมื่อ 3 ปีก่อน โดยไม่ใช่การปรับตัวตามกระแส แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ให้น้ำหนักกับ "จริยธรรม" และ "ความปลอดภัย" เป็นฐานรากสำคัญ ก่อนจะต่อยอดไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการในยุคดิจิทัล

Wycombe Abbey สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและแวดวงวิชาการ โดยวางยุทธศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น ดังนี้

1.นโยบาย AI และจริยธรรมทางวิชาการ (Academic Integrity) วางบรรทัดฐานว่าความซื่อสัตย์ทางวิชาการคือสิ่งที่ AI ห้ามทำลาย โรงเรียนเน้นการสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนและครูว่าเทคโนโลยีต้องส่งเสริม ไม่ใช่ทดแทนกระบวนการเรียนรู้

2.ธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) คัดเลือกเครื่องมือที่มีระบบความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลขั้นสูง โดยร่วมมือกับ Microsoft นำ Microsoft Copilot มาใช้ในระบบปิดของโรงเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลละเอียดอ่อนของนักเรียนจะไม่ถูกนำไปใช้ภายนอก

และ 3.สถานะ Microsoft Beacon Schools การได้รับการยอมรับในฐานะโรงเรียนต้นแบบในอังกฤษและฮ่องกง ช่วยให้ Wycombe Abbey เข้าถึงทรัพยากรระดับสูงและการฝึกอบรมเชิงลึกเพื่อรีดศักยภาพของ AI ออกมาใช้อย่างสูงสุด

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

บูรณาการ AI เข้าสู่ชั้นเรียน

Yuan  กล่าวต่อว่า Wycombe Abbey ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอย่างมาก เพราะเมื่อครูและนักเรียนใช้ AI ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าข้อมูลจะถูกส่งไปที่ไหนบ้าง บางครั้งข้อมูลเหล่านั้นก็เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น ในอังกฤษและเครือโรงเรียนนานาชาติ จึงร่วมมือกับ Microsoft และนำ Copilot มาใช้ทั้งสำหรับครูและนักเรียน โดยเราใช้ Microsoft มาตั้งแต่ก่อนยุค AI แล้ว และตอนนี้บางโรงเรียนในอังกฤษและฮ่องกง ก็ได้เป็น Microsoft Beacon Schools ซึ่งทำให้ได้รับทั้งทรัพยากรและการอบรมเพิ่มเติมในการใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ครูหรือสตาฟ Copilot เป็นเครื่องมือหลัก เราจึงได้ทำการเปิดให้ทดลองใช้เครื่องมืออื่นในบางประเทศ เช่น Wycombe Abbey ในจีนและฮ่องกง ตราบใดที่ไม่มีข้อมูลละเอียดอ่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยในอังกฤษเอง ตอนนี้กำลังสำรวจการนำเครื่องมืออื่นมาใช้เพิ่มเติมเช่นกัน ทั้ง Gemini และ Claude เป็นเครื่องมือที่ดี และบางครั้งก็มีประสิทธิภาพกว่า Copilot ในงานบางประเภท

ส่วนในเชิงการศึกษา มีการนำ NotebookLM มาใช้ สร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) โดยนักเรียนสามารถป้อนแหล่งข้อมูลกว่า 300 แหล่ง ทั้งงานวิจัยและบทความ เพื่อวิเคราะห์ว่าแหล่งข้อมูลว่าเห็นด้วย หรือเห็นต่าง ก่อนจะวิเคราะห์เป็นมุมมองของตนเอง อีกทั้ง ยังมีการต่อยอด generate / สร้างวิดีโอ แฟลชการ์ด พรีเซนเทชัน แผนผังความคิด หรือแม้แต่พอดแคสต์ให้ได้

“การศึกษาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของการจำเนื้อหาจากตำรา แต่คือการได้เรียนรู้อย่างกว้างขวาง ศึกษาความคิดเห็นที่หลากหลายจากหลายแหล่งข้อมูล หลายงานวิจัย แล้วนำมาคิดต่อจนเกิดมุมมองของตัวเองขึ้นมาจากการปะทะกันของแนวคิดเหล่านั้น”

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

ครูส่วนตัว ครูที่ดีสำหรับนักเรียน

"Knowledge is no longer a monopoly" คือคำนิยามที่สะท้อนถึงการล่มสลายของการผูกขาดความรู้ ในอดีต "ความสามารถในการอธิบายเรื่องยากให้ง่าย" เป็นทักษะที่หาได้ยากและจำกัดอยู่ในสถาบันการศึกษาชั้นนำเท่านั้น แต่ AI ได้ทำให้ทักษะนี้กลายเป็นสาธารณะ

Yuan  กล่าวต่อไปว่ากรณีศึกษาที่ทำให้ตนเองมองว่าการศึกษาจะเปลี่ยนไปจากเดิม เริ่มเมื่อลูกชายอายุเกือบ 7 ขวบ เขาถามว่า “พ่อ ทำไมพวกเราถึงประกอบด้วยโมเลกุล และโมเลกุนสร้างทุกอย่างได้ยังไง’ ตอนนั้น(ปี 2023) ตนเองตอบไม่ได้ และได้ไปถาม ChatGPT ที่ได้ตอบว่า  โมเลกุลเหมือนตัวต่อเลโก้ให้กับเด็ก การเปรียบเทียบโมเลกุลกับตัวต่อ Lego ที่สามารถสร้างสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ช็อกโกแลตไปจนถึงของเล่น คือบทพิสูจน์ว่า AI สามารถเป็น "ครูส่วนตัว" ที่มีความอดทนไม่จำกัดและเข้าถึงได้ตลอดเวลา ช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาและสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนเข้าถึงคำอธิบายระดับพรีเมียม

"AI คือครูที่มีความรู้ไม่สิ้นสุด อธิบายเรื่องยากให้ง่ายที่สุด และมีความอดทนไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เคยโกรธ และไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมเด็กถึงยังไม่เข้าใจ นี่คือสิ่งที่โลกไม่เคยมีมาก่อน แต่ตอนนี้เด็กทุกคนสามารถมี 'ครูที่ดีที่สุด' แบบนี้อยู่ในกระเป๋าได้ตลอดเวลา"

อย่างไรก็ตาม ทักษะสำคัญที่จะกลายเป็น "อาวุธ" ใหม่ของเด็ก Wycombe Abbey คือ "Prompt Engineering" หรือการสื่อสารกับ AI อย่างมีตรรกะและเป็นระบบ ซึ่งจะเริ่มบรรจุลงในหลักสูตรอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ เพื่อเตรียมพร้อมนักเรียนสู่โลกที่การสั่งงานเครื่องจักรต้องการทัศนคติแบบวิศวกร

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

“Future Proof Education”สร้างตัวตนเด็ก

Yuan ย้ำชัดว่า "AI is still just a 'skill” หรือAI เป็นเพียงทักษะหนึ่ง แต่แก่นแท้ของความสำเร็จในอนาคตคือ ตัวตน (Character) ภายใต้แนวคิด "Future Proof Education" ด้วยเหตุนี้ Wycombe Abbey จึงไม่ใช้คำว่า AI Education แต่ใช้คำว่า Future Proof Education ซึ่งเป็นแนวคิดการศึกษาแบบองค์รวม เพื่อสร้างมนุษย์ที่เครื่องจักรไม่สามารถเลียนแบบได้

โดยสิ่งสำคัญ คือ การสร้างตัวตน ความยืดหยุ่นทางจิตใจ(Resilience )การเตรียมพร้อมที่จะล้มแล้วลุกในโลกที่ 90% ของอาชีพในปัจจุบันอาจหายไป เด็กต้องไม่ยอมแพ้  ทำสิ่งใหม่ มีความเมตตา เข้าใจผู้อื่น (Empathy) มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) สิ่งใหม่นอกเหนือจากการประมวลผลของอัลกอริทึม

“Wycombe Abbey ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสอนการเรียนรู้ทางวิชาการ แต่ดนตรี ศิลปะ และกีฬาทั้งหมดที่เราทำ อย่าง โครงการ Entrepreneurship ที่ให้นักเรียนฮ่องกงไปทำธุรกิจชาในมณฑลฝูเจี้ยน ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์จนถึงการตลาด หรือการแข่งขันแผนธุรกิจที่ Stanford University รวมถึงละครเวที "The Jungle Book" ที่นักเรียนต้องบริหารจัดการโปรดักชันเองทั้งหมด ตั้งแต่ออกแบบฉาก พร็อพ โปสเตอร์ เขียนดนตรี และเล่นดนตรีสดเองทั้งหมด มันไม่ใช่แค่โชว์สำหรับผู้ปกครอง แต่มันคือกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน การสร้างความมั่นใจ และการเปลี่ยนไอเดียให้เกิดขึ้นจริง”

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

โปรแกรมหลากหลายค้นหาเส้นทางตนเอง

Yuan  กล่าวด้วยว่าWycombe Abbey มีวิสัยทัศน์ใหม่ คือ redefine world-class education by going beyond academic excellence, disrupting the ordinary, and inspiring the extraordinary หรือเด็กทุกคนที่เข้ามาใน Wycombe Abbey ต้องยอมรับความแตกต่างของพวกเขา และพร้อมเฉลิมฉลองเด็กที่ไม่เข้ากับกรอบเดิม ๆ เพื่อให้เด็กได้เดินในเส้นทางของตนเอง

“โรงเรียนจึงมีโปรแกรมที่หลากหลายมาก เพื่อให้เด็กทุกคนได้ค้นพบสิ่งที่รัก เพราะเมื่อเด็กได้เจอสิ่งที่รัก พวกเขาจะมีความอยากรู้อยากเห็น และทุ่มเทกับมันมากกว่าใคร ดังนั้น จุดแข็งของ Wycombe Abbey คือ การสร้างความรักในการเรียนรู้ให้เด็ก ให้พวกเขาอยากรู้ อยากค้นหา เมื่อเด็กเข้ามาแล้วรู้สึกว่าโรงเรียนสนุก การเรียนสนุก ครูสอนอย่างเข้าใจง่าย เด็กได้สร้างโปรเจกต์ของตัวเอง ได้คิด ได้ออกแบบ ได้ลงมือทำ”

Wycombe Abbey เป็นเสมือนครอบครัวระดับโลกผ่านโปรแกรม Global Horizon นักเรียนสามารถสัมผัสประสบการณ์ไร้พรมแดน ,Global Network เชื่อมโยงศิษย์เก่าและโรงเรียนในเครือทั้งอังกฤษ จีน ฮ่องกง และไทย และResidential Programm โอกาสสำหรับนักเรียน Year 10 ขึ้นไปที่จะได้ไปใช้ชีวิตเรียนรู้อยู่ในต่างประเทศเป็นเดือนหรือเป็นเทอม

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

‘กรุงเทพฯ’หมุดหมายโรงเรียนนานาชาติ

ด้วยเศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน และวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการตัดสินใจของ Wycombe Abbey และอีกหลายโรงเรียนนานาชาติ เลือก “กรุงเทพฯ”  เป็นหมุดหมายธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ

Yuan  กล่าวต่อด้วยว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็น safe heaven สำคัญ ต่างดึงดูดการลงทุนและความสนใจอย่างมาก อย่าง การมาเปิด Wycombe Abbey ในกรุงเทพ เปิดรับสมัครตำแหน่งครูระดับหัวหน้า (Middle leadership) เพียง 15 ตำแหน่ง ภายในเวลาไม่ถึงเดือน โรงเรียนได้รับใบสมัครถึง 1,400 คน ซึ่งเราไม่เคยเห็นในอังกฤษ จีน หรือฮ่องกงมาก่อน สิ่งนี้สะท้อนว่ากรุงเทพฯ มีเสน่ห์กับความท้าทายระดับนานาชาติ

“กรุงเทพฯ คือเมืองหลักของประเทศไทย ถ้าคุณถามบริษัทหรือครอบครัวต่างชาติที่ต้องการย้ายมาอยู่ กรุงเทพฯ จะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งเสมอ อีกเหตุผลสำคัญคือเรื่องครู ครูเองก็เลือกว่าพวกเขาอยากใช้ชีวิตที่ไหน พวกเขาต้องการการศึกษาที่ดีให้ลูก ต้องการร้านอาหาร โรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ และคุณภาพชีวิต ซึ่งกรุงเทพฯ มีครบมากกว่าเมืองอื่นในประเทศ”

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

สิ่งที่พ่อแม่ควรเลือกรร.นานาชาติให้ลูก

Yuan  กล่าวว่า Wycombe Abbey ไม่ใช่เป็นเพียง British school ในกรุงเทพฯ  แต่เราอยู่ในเอเชียมากว่า 10 ปี เข้าใจตลาดและรู้วิธีปรับสิ่งที่ดีที่สุดของอังกฤษให้เข้ากับบริบทเอเชีย อีกทั้ง โรงเรียนของเราในอังกฤษเป็น Full boarding school ซึ่งต่างจาก London day school เพราะดูแลทั้งวันและทั้งสุดสัปดาห์ ได้ และเป็น Global network ครอบครัวยุคใหม่หลายคนไม่ได้มองแค่ผลการเรียน แต่ต้องการ holistic education จริง ๆ ทั้งดนตรี ศิลปะ กีฬา โปรแกรม elite golf, tennis, swimming รวมถึงเครือข่ายระดับโลก

“พวกเราเป็นเครือข่ายเดียวกัน เด็กสามารถย้ายระหว่างกรุงเทพฯ ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือจีนได้อย่างไร้รอยต่อ โดยยังใช้หลักสูตรเดียวกันและอยู่ในชุมชนเดิม ปัญหาใหญ่ของครอบครัวต่างชาติ คือเด็กต้องย้ายโรงเรียนบ่อยและเริ่มต้นใหม่เสมอ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเดียวกันปัญหานั้นจะลดลงมาก”

Yuan ฝากทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากให้กับผู้ปกครองไทยมองมากที่สุด คือ ความสุขของลูก เพราะเด็กที่มีความสุขเท่านั้นที่จะเรียนรู้ได้ดี  การเลือกโรงเรียนนานาชาติ ควรเป็นโรงเรียนที่ทำให้เขามีความสุข สอนให้เด็กมีความพยายาม ล้มแล้วลุก กีฬาเป็นสิ่งที่สอนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด พร้อมทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเรียนรู้ไม่ได้จากการสอบ

นอกจากนั้น ต้องทำให้เด็กมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เด็กจำนวนมากในโรงเรียนนานาชาติมาจากครอบครัวที่พร้อม พวกเขาอาจเคยชินกับการมีคนดูแลทุกอย่าง เราอยากให้เด็กเรียนรู้ที่จะคิดถึงคนอื่น รับใช้ผู้อื่น และถ่อมตน ,มีความอยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้เพราะอยากเข้าใจโลก ไม่ใช่เพื่อสอบ ,มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะสิ่งที่ AI ไม่สามารถแทนได้คือ “ความสร้างสรรค์ของมนุษย์” และ “ความเป็นมนุษย์” และสุดท้าย เครือข่ายระดับโลกที่แข็งแกร่ง ที่ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหนในอนาคต ก็ยังมี community ที่ไว้ใจกันได้อยู่เสมอ และเหนือสิ่งอื่นใด คือความอ่อนน้อมถ่อมตนในการเป็นมนุษย์ที่ดี

อย่างไรก็ตาม Wycombe Abbey International School Bangkok จะเปิดสอนตั้งแต่ระดับเนิร์สเซอรีจนถึง Year 13 (อายุ 2-18 ปี) โดยจะมีนักเรียนไม่เกิน 20 คนต่อห้อง พร้อมตัวเลือกในการเป็น ‘โรงเรียนประจำ’ (Boarding School) สำหรับนักเรียนที่ต้องการอาศัยอยู่บนแคมปัส โดยมีอัตราค่าเทอมจะอยู่ที่ 701,800 – 1,276,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับระดับชั้น คาดว่าจะเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI

‘Wycombe Abbey’  ปักหมุดกรุงเทพฯ ปั้นเด็กยุคใหม่ด้วยพลัง AI