ปัจจุบันอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะกลุ่มข้าวขาวที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
ส่วนข้าวหอมมะลิ (105 และ กข15) ยังคงรักษาตลาดพรีเมียมไว้ได้ แต่ปัญหาหลักพบว่าการทำนาในพื้นที่ภาคกลางที่มีระบบชลประทานดี ทำให้ชาวนาเร่งรอบการผลิตนาปรัง (ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง) ใน 1 ปี สามารถทำนาได้ถึง 3 ครั้งต่อปี จึงใช้ปัจจัยการผลิตสูง ทั้งปุ๋ย สารเคมี และน้ำ ส่งผลให้ต้นทุนสะสมสูงขึ้นจนเกษตรกรแบกรับภาระไม่ไหวเมื่อราคาตลาดโลกผันผวน
สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ประเทศไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยภาคการเกษตรได้รับมอบหมายให้ลดลง 2 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 1 ล้านตัน มาจากภาคการปลูกข้าว เนื่องจากนาข้าวที่มีน้ำขัง เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนที่สำคัญจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจน ดังนั้นกรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมให้มีการทำนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ ข้าว CSA (Climate-Smart Agriculture) และข้าวโลว์คาร์บอน (Low Carbon) นอกจากขายข้าวได้แล้ว ชาวนายังขายคาร์บอนเครดิตได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
กรมการข้าว จับมือ พันธมิตร วางแนวทางขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่
‘เวียดนาม’ชนะ‘ไทย’ผลิต‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ‘เกษตร’เร่งซัพพลายชิงมาร์เก็ต
นาเปียกสลับแห้งลดปล่อยก๊าซมีเทน
สมหมาย เผยว่าการทำนาเพื่อลดคาร์บอน จนได้ผลผลิตของข้าวโลว์คาร์บอน ใช้วิธีการทำนา “เปียกสลับแห้ง” โดยต้องปล่อยให้หน้าดินแห้งและระดับน้ำใต้ดินลดถึง 10 ซม. เมื่อถึงระดับจึงปล่อยน้ำเข้า แล้วปล่อยให้แห้งอีกครั้งจึงเติมน้ำเข้าสลับกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะทำให้ลดก๊าซมีเทนได้ 0.5 - 1 ตัน ต่อรอบต่อไร่ นอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังช่วยให้ต้นข้าวแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากโรคและแมลง และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการสูบน้ำ
“การทำนาเปียกสลับแห้ง กรมการข้าวทดลองมาหลายสิบปีแล้วทำให้ได้ตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซมีเทน ส่วนวิธีอื่น ๆ เช่น การลดการใช้ปุ๋ย การไม่เผาตอซัง กำลังหาสมการของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าว
ขายข้าวได้-ขายคาร์บอนเครดิตได้
รูปแบบการทำนาเปียกสลับแห้งนอกจากลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีแล้ว ชาวนายังสามารถขายคาร์บอนเครดิตจากการทำนาในรูปแบบนี้ได้ สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว อธิบายว่า การเข้าสู่กระบวนการขายได้ต้องให้หน่วยงานอย่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ขึ้นทะเบียนและรับรอง ซึ่งคาร์บอนเครดิตที่ได้ หน่วยงาน อบก. จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นข้อมูลกลางของประเทศนำเสนอต่อ NDC (Nationally Determined Contributions) แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศกำหนดเอง ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 - 2 องศาเซลเซียส โดยทุกประเทศภาคีต้องส่งแผนนี้ทุก 5 ปี
เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับในระดับสากล กรมการข้าวได้บูรณาการร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ในการวางระบบการตรวจประเมินและทวนสอบ (MRV) โดยหน่วยงานกลางที่ผ่านการขึ้นทะเบียน (VVB) จะลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาอย่างเป็นระบบ เพื่อรับรองว่าข้าวนั้นเป็น "ข้าวคาร์บอนต่ำ" จริง ซึ่งผู้ผลิตสามารถเลือกดำเนินการได้ทั้งการขาย "คาร์บอนเครดิต" หรือการขอใช้ตราสัญลักษณ์ "Carbon Footprint" บนบรรจุภัณฑ์ข้าวสารเพื่อสร้างจุดเด่นทางการตลาด
ข้าวภาคกลางได้รับรอง “ฉลากคาร์บอน”
ปัจจุบันกรมการข้าวได้สนับสนุนกลุ่มเครือข่าย ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการเกษตรกรรมไทยด้วยการเป็นกลุ่มเกษตรกรภาคกลางรายแรกของประเทศที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการประเมินและได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
“ความสำเร็จของกลุ่ม ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเกษตรกรอื่น ๆ ทั่วประเทศ ให้หันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”
กลุ่มเครือข่าย ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการพึ่งพาตนเอง โดยมีจุดเริ่มต้นจากโครงการนำร่องในเขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ที่เกษตรกรได้รวมตัวกันเพื่อสร้างต้นแบบการผลิตข้าวครบวงจร จนเติบโตเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยสมาชิกภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชน 4 ศูนย์ ในจังหวัดปทุมธานี รวม 99 ราย บนพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2,482 ไร่ ความแข็งแกร่งของกลุ่มไม่ได้มีเพียงการรวมตัวกัน แต่ยังเกิดจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการยึดมั่นในมาตรฐานสากล สมาชิกทุกรายได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP)
ขณะที่โรงสีของกลุ่มผ่านมาตรฐานการผลิต (Good Manufacturing Practice: GMP) และกำลังอยู่ในกระบวนการขอการรับรองมาตรฐาน HACCP และมาตรฐานสินค้า Q เพื่อยกระดับความปลอดภัยของอาหารสู่ขั้นสูงสุด เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ
ใบเบิกทางสำคัญสู่ตลาดส่งออก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของกลุ่มคือการเข้าร่วม "โครงการการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำคุณภาพดีแบบครบวงจรในระดับกลุ่มเกษตรกรเพื่อรองรับการส่งออก" ของศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งพัฒนากระบวนการตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) จากการดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ กลุ่มได้รวบรวมข้อมูลและยื่นขอการรับรองฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จในที่สุด ผลิตภัณฑ์ข้าวที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนมีทั้งหมด 4 รายการ ดังนี้:
- ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม
- ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม
- ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม
- เมล็ดพันธุ์ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม
ฉลากดังกล่าวจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ตลาดส่งออกที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความมั่นคงให้กับข้าวไทยในระยะยาว
ตลาดโลกขานรับ เป้าหมาย 1 ล้านไร่
“ขณะนี้โมเดลข้าวคาร์บอนต่ำเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีการส่งออกไปยังห้างสรรพสินค้าในฮ่องกงแล้ว และได้รับการติดต่อจากตลาดคุณภาพสูงอย่างสิงคโปร์และออสเตรเลีย กรมการข้าวจึงมีแผนขยายผลพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำให้ครอบคลุม 1 ล้านไร่ ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก เพื่อเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” สมหมาย กล่าวถึงความสำเร็จ
นาเปียกสลับแห้ง ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต
สมควร ปานเถื่อน ชาวนาวัย 59 ปี ใน จ.ปทุมธานี เล่าว่าทำนา 15 ไร่ ตัดสินใจก้าวเข้าสู่การทำนาแบบ "เปียกสลับแห้ง" มานานกว่า 3 ปี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่คือการเพิ่มยอดผลิตจากที่เคยได้ไม่เกิน 800 กิโลกรัม (หรือ 0.8 ตัน) พุ่งสูงขึ้นถึง 1.1 - 1.2 ตันต่อรอบการผลิต
จุดเริ่มต้นในการทำนาเปียกสลับแห้ง เริ่มต้นด้วยการปรับระดับพื้นนาด้วยเลเซอร์ เพื่อให้หน้าดินเรียบเสมอกันทั้งผืน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ง่ายขึ้น เมื่อน้ำทั่วถึง วัชพืชจะลดลงโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้การใช้สารเคมีและค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำลดลงไปกว่าครึ่ง นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยทำให้ลดการใช้ปุ๋ยและเมล็ดพันธิ์อย่างเหมาะสมกับพื้นที่ และติดตั้งระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะคอยตรวจวัดระดับน้ำในท่อ หากน้ำลดต่ำกว่า 15 เซนติเมตร ระบบจะสั่งการให้มอเตอร์ทำงานอัตโนมัติ ช่วยลดภาระการเดินตรวจนา และทำให้ต้นข้าวเติบโตสมบูรณ์สม่ำเสมอกันเกือบ 100% จนรถเกี่ยวข้าวสามารถทำงานได้ง่ายโดยไม่ติดหล่มจากการปล่อยให้ดินแห้งสนิทก่อนเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังยึดถือแนวทางเกษตรยั่งยืนด้วยการไม่เผาฟางมานานกว่า 10 ปี โดยใช้วิธีไถกลบเพื่อปรับปรุงบำรุงดินแทน
มากกว่าข้าวคาร์บอนต่ำเป็นข้าวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
สมควร เล่าว่า เลือกปลูกข้าวสายพันธุ์ กข43 และ กข97 เจาะกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและคนรักสุขภาพ เนื่องจากข้าวพันธุ์นี้มีคุณสมบัติเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลช้า ดังนั้นการขายข้าวเน้นแปรรูปสีข้าวขายเองทำให้เขาสามารถทำราคาได้สูงถึง 12,000 บาทต่อตัน เมื่อเทียบกับราคาข้าวเปลือกทั่วไปในท้องตลาดที่อยู่เพียง 6,500 บาทต่อตัน และในปีนี้ยังได้รับการรับรองให้เป็นผู้ผลิต "ข้าวคาร์บอนต่ำ"
การฉีกกฎการทำนาในรูปแบบเดิมที่ปล่อยให้น้ำขังทั้งปี ชาวนาต้องต่อสู้กับวัชพืช ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก เมื่อเปลี่ยนมาทำนาเปียกสลับแห้ง นอกจากจะได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดโลกร้อน





