วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สหพัฒน์’ ยึดปรัชญา ‘มากคน มากวาสนา’ ใช้เอไอเสริมศักยภาพคน ชี้การเลิกจ้างคือความล้มเหลวผู้บริหาร

“สหพัฒน์” ร่วมแสดงวิสัยทัศน์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคปัจจุบัน ในงาน NATION FORUM 2027 ชี้ เอไอคือโอกาส เน้นลดช่องว่างระหว่างวัย ชี้การเลิกจ้างคือความล้มเหลวผู้บริหาร

KEY POINTS

  • สหพัฒน์ยึดปรัชญา "มากคน มากวาสนา" โดยมองว่า AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพคน และไม่มีนโยบายเลิกจ้างพนักงาน
  • ชี้ว่าการเลิกจ้างพนักงานถือเป็นความล้มเหลวของผู้บริหารที่ไม่สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตพอที่จะรองรับศักยภาพของคนได้
  • ใช้วิธีเชื่อมช่องว่างระหว่างวัย โดยนำจุดแข็งของคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ มาทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี
  • เน้นย้ำว่าแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่มนุษย์ยังจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลข้อมูลจาก AI

“เวทิต โชควัฒนา” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บมจ. สหพัฒนพิบูล ร่วมถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาคนในยุคเอไอ ในเวทีสัมมนา “TALENT EVOLUTION: BRIDGE THE GAP” ในหัวข้อ “THE FOUNDATION RESET” ภายใต้งาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน 

เวทิตกล่าวว่า ความท้าทายในที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 ประการ อย่างแรกคือ การเข้ามาของเทคโนโลยีเอไอไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นโอกาสที่ช่วยให้องค์กรสร้างผลงานได้มากขึ้น โดยใช้จำนวนคนน้อยลงอย่างมีประสิทธิภาพ ในภาวะที่แรงงานรุ่นใหม่มีจำนวนลดลง แต่ความท้าทายอยู่ที่ความเร็วและความสามารถขององค์กรในการปรับตัวใช้เอไอ หากองค์กรใดปรับตัวได้เร็วกว่าก็ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเอาไว้ได้

แม้ว่า “ช่องว่างระหว่างวัย” จะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับองค์กร แต่ก็ยังคงเป็นความท้าทายที่องค์กรยังคงเผชิญอยู่ ดังนั้นองค์กรจึงต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมและความอดทนของคนแต่ละรุ่นที่แตกต่างกัน โดยคนรุ่นเจน X มีความอดทนสูงจากการทำงานแบบดั้งเดิม ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นคนไม่อดทนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเพราะพวกเขามีทางเลือกในชีวิตมากขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ 

‘สหพัฒน์’ ยึดปรัชญา ‘มากคน มากวาสนา’ ใช้เอไอเสริมศักยภาพคน ชี้การเลิกจ้างคือความล้มเหลวผู้บริหาร

“คนสมัยก่อนอดทน บอกให้คนสมัยนี้อย่าเรียกว่าไม่อดทนเลย แต่ไม่ใช่ เพราะเขามีทางเลือก เขาไม่จำเป็นต้องทนอยู่ในสิ่งที่เขาคิดว่าเขาไม่ชอบ ซึ่งบางครั้งมันเป็นข้อเสีย เพราะบางทีตัดสินใจว่าไม่ชอบเร็วเกินไป ตรงนี้เราต้องเชื่อมช่องว่างให้ได้” เวทิตกล่าว

เพื่อก้าวผ่านความกลัวและการสร้างการยอมรับเอไอในองค์กร เครือสหพัฒน์จึงเลือกใช้การสื่อสารด้วยภาษาง่าย ๆ ที่ไร้คำศัพท์เทคนิค และเน้นการเชื่อมประสานข้ามรุ่น โดยนำจุดแข็งของคนรุ่นใหญ่ที่มีไหวพริบและความเข้าใจในธุรกิจ มาจับคู่ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี โดยมี AI Agent ประจำแต่ละแผนกเข้ามาช่วยประสานงาน ทำให้ผู้บริหารเข้าใจทั้งลูกน้องและลูกค้าได้ดีขึ้น

เวทิตยังได้ยึดมั่นในปรัชญาการบริหารคน ที่สืบทอดมาจากคุณปู่ (เทียน โชควัฒนา) เรื่อง “มากคน มากวาสนา” มาปรับใช้ในยุคเอไอ โดยกล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์มันฟรีแล้วและเร็วแล้ว แต่คำว่าวาสนา เอไอไม่มีแน่ ๆ วาสนามาจากความมุ่งมั่นและความจงรักภักดี ซึ่งเกิดจากความเชื่อใจและความไว้ใจ สหพัฒน์จึงไม่อยากเลิกจ้างใครเลย แต่เราจะนำความมุ่งมั่นที่เขามี มาอบรมให้ใช้เอไออย่างสบายใจ”

‘สหพัฒน์’ ยึดปรัชญา ‘มากคน มากวาสนา’ ใช้เอไอเสริมศักยภาพคน ชี้การเลิกจ้างคือความล้มเหลวผู้บริหาร

ทั้งนี้ หากองค์กรต้องเลิกจ้างพนักงาน ถือเป็นความผิดของผู้บริหารที่ไม่สามารถขยายธุรกิจให้ใหญ่พอ ที่จะใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนเหล่านั้นได้

การสร้างรากฐานให้แก่คนรุ่นใหม่ ก็ถือเป็นสิ่งที่เวทิตให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยระบุว่าสหพัฒน์มุ่งมั่นลงทุนในรากฐานการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมและมัธยมศึกษา เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้เด็กได้ค้นพบตนเอง พร้อมชี้ว่าแม้ในอนาคตเทคโนโลยีจะพัฒนาไปถึงขั้น Prescriptive AI ที่สามารถสั่งการและแนะนำแนวทางธุรกิจให้เสร็จสรรพ แต่มนุษย์ก็ยังจำเป็นต้องมีปัญญาและความรู้พื้นฐาน เพื่อใช้ตรวจสอบและถ่วงดุลเอไอ ว่าข้อมูลหรือข้อเสนอแนะนั้นถูกต้องหรือไม่ โดยไม่พึ่งพาเอไอ 100% จนขาดการไตร่ตรอง

เวทิตมองว่าทักษะ “ความเป็นผู้ประกอบการ” เป็นสำหรับทักษะสำคัญที่จำเป็นที่สุดสำหรับแรงงานยุคใหม่ “วันนี้เราตื่นเต้นกับเอไอ เหมือนสมัยตื่นเต้นกับอินเทอร์เน็ต อีกหน่อยเอไอจะเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จักหมด แต่ความเป็นผู้ประกอบการยังคงอยู่ ถ้าคุณมีความเข้าใจในธุรกิจ คุณจะทำธุรกิจได้ โดยมี เอไอเป็นเพียงส่วนประกอบ”

‘สหพัฒน์’ ยึดปรัชญา ‘มากคน มากวาสนา’ ใช้เอไอเสริมศักยภาพคน ชี้การเลิกจ้างคือความล้มเหลวผู้บริหาร