วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อเวทีเศรษฐกิจโลกต้องฟังเสียงประชาชน เพื่อร่วมกำหนดอนาคตความยั่งยืน

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่ได้วัดแค่ตัวเลข แต่ต้องคำนึงถึงเสียงของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เปิดทางให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายอย่างมีความหมาย ยึดธรรมาภิบาลเป็นรากฐาน พร้อมเสนอไทยพัฒนากลไกให้ประชาชนร่วมออกแบบ

KEY POINTS

  • เศรษฐกิจยั่งยืนต้องรับฟังเสียงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่เพียงการตัดสินใจจากผู้กำหนดนโยบาย
  • การมีส่วนร่วมที่แท้จริงต้องทำให้ข้อเสนอภาคประชาสังคมส่งผลต่อการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่เปิดเวทีรับฟัง
  • ธรรมาภิบาลเป็นรากฐานเชื่อมมิติสิ่งแวดล้อมและสังคม สู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและโปร่งใส
  • ไทยควรเปิดให้ประชาชนร่วมออกแบบนโยบายตั้งแต่ต้น พร้อมระบบติดตามข้อเสนอที่ตรวจสอบได้

เศรษฐกิจโลกอาจเติบโตได้ด้วยเงินทุน เทคโนโลยี และนโยบายที่มีประสิทธิภาพ แต่การเติบโตจะยั่งยืนได้เพียงใด หากเสียงของผู้ได้รับผลกระทบยังไปไม่ถึงโต๊ะตัดสินใจ?

นี่คือคำถามที่ผมได้กลับมาขบคิด หลังเข้าร่วม Civil Society Policy Forum (CSPF) ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางการหารือเรื่องเสถียรภาพทางการเงิน หนี้สาธารณะ และการปฏิรูปเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเลขเศรษฐกิจ คือการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในบทสนทนาระดับโลก

เพราะท้ายที่สุด นโยบายเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลต่อตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลต่อชีวิตของแรงงาน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และประชาชนที่ต้องแบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนแปลง

นโยบายเศรษฐกิจที่ดี อาจไม่ใช่นโยบายที่ยั่งยืนเสมอไป

หนึ่งในหัวข้อที่ผมได้เข้าร่วมรับฟังคือ The Political Economy Evaluation: The Politics of Successful Economic Reform in Fragile and Conflict-Affected States ซึ่งชวนให้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ การเมือง และความสำเร็จของการปฏิรูปในประเทศที่มีความเปราะบาง

ประเด็นนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า นโยบายที่ถูกต้องในทางเศรษฐศาสตร์ อาจไม่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ หากละเลยบริบททางสังคม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และความไว้วางใจของประชาชน

การปฏิรูปทางการคลังอาจช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มภาระแก่ครัวเรือนรายได้น้อย การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอาจช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ก็อาจทำให้แรงงานบางกลุ่มสูญเสียอาชีพ

การประเมินนโยบายจึงไม่ควรมองเพียงว่า นโยบายสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ใครได้รับประโยชน์ ใครแบกรับต้นทุน และใครมีสิทธิร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลง

การมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่การมีที่นั่งในห้องประชุม

การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้าร่วมเวทีเศรษฐกิจโลกถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่การมีส่วนร่วมที่แท้จริงต้องไปไกลกว่าการได้รับเชิญให้แสดงความคิดเห็น

เราควรตั้งคำถามว่า หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง ข้อเสนอของภาคประชาสังคมถูกนำไปพิจารณาอย่างไร มีการตอบสนองจากผู้กำหนดนโยบายหรือไม่ และประชาชนสามารถติดตามผลของข้อเสนอเหล่านั้นได้เพียงใด

นี่คือความแตกต่างระหว่าง Consultation หรือการรับฟังความคิดเห็น กับ Meaningful Participation หรือการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย การมีส่วนร่วมไม่ควรวัดจากจำนวนเวทีที่จัดขึ้น แต่วัดจากโอกาสที่เสียงของประชาชนจะส่งผลต่อการตัดสินใจจริง

ยิ่งไปกว่านั้น ภาคประชาสังคมเองก็ไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงเวทีระดับโลกอย่างเท่าเทียม องค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและเครือข่ายระหว่างประเทศย่อมมีข้อได้เปรียบเหนือองค์กรชุมชนขนาดเล็ก

การเปิดพื้นที่จึงต้องมาพร้อมกับการลดอุปสรรคในการเข้าถึง เพื่อให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบไม่ถูกแทนที่ด้วยเสียงของผู้ที่มีทรัพยากรมากกว่า

ความยั่งยืนต้องมีธรรมาภิบาลเป็นรากฐาน

หากมองผ่านกรอบ ESG เรามักให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม (Environmental) และสังคม (Social) แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทั้งสองมิติเข้าด้วยกันคือธรรมาภิบาล (Governance) เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะไม่อาจสร้างความเป็นธรรมได้ หากผู้ได้รับผลกระทบไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เช่นเดียวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ หากกระบวนการจัดสรรทรัพยากรขาดความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

ความยั่งยืนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงการกระจายอำนาจในการกำหนดเป้าหมาย และการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายนั้น

บทเรียนไทย: ทำอย่างไรให้เสียงประชาชนไปถึงนโยบาย

แม้การประชุม IMF–World Bank 2026 จะเป็นเวทีระดับโลก แต่ประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมสามารถนำกลับมาทบทวนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะของประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์การเปลี่ยนผ่านหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การเข้าสู่สังคมสูงวัย การลดความเหลื่อมล้ำ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ละประเด็นล้วนเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก และอาจก่อให้เกิดผลกระทบที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มประชากรและพื้นที่

หากต้องการให้การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ผมคิดว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมอย่างน้อยสามด้าน

  • ประการแรก การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดปัญหาและออกแบบนโยบาย ไม่ใช่รอให้มีการตัดสินใจเบื้องต้นแล้วจึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพราะการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจความต้องการ ข้อจำกัด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้รอบด้านมากขึ้น
  • ประการที่สอง การสร้างระบบตอบสนองและติดตามข้อเสนอจากภาคประชาสังคม โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบควรเปิดเผยว่าข้อเสนอใดได้รับการนำไปพิจารณา ข้อเสนอใดถูกปรับใช้ และมีเหตุผลอย่างไรต่อข้อเสนอที่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้การรับฟังความคิดเห็นเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
  • ประการที่สาม การส่งเสริมศักยภาพของภาคประชาสังคมให้สามารถมีส่วนร่วมบนฐานข้อมูลและองค์ความรู้ โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจ งบประมาณ และผลกระทบของนโยบาย รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม มหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ควรมีกลไกติดตามผลกระทบของนโยบายต่อกลุ่มประชากรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสม

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มจำนวนเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่เป็นการพัฒนาระบบนิเวศของการมีส่วนร่วมที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล มีโอกาสเสนอทางเลือก และตรวจสอบผลลัพธ์ของนโยบายได้จริง

เสียงประชาชนต้องไปไกลกว่าห้องประชุม

สิ่งที่ผมได้กลับมาจากเวที IMF ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก แต่เป็นคำถามต่อความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน

เรามักวัดความสำเร็จของการพัฒนาจากตัวเลขการเติบโต การลงทุน หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่บางครั้งอาจหลงลืมว่าเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นคือชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน

การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงองค์ประกอบเสริมของธรรมาภิบาล แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การกำหนดนโยบายมองเห็นความจริงได้รอบด้านมากขึ้น

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจที่ดีอาจวัดได้จากตัวเลข แต่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรม และโอกาสที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง
เพราะความยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นจากการที่ทุกคนเห็นตรงกัน แต่เริ่มต้นจากการที่ทุกเสียงมีโอกาสได้รับการรับฟังอย่างมีความหมาย