การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สถิติฝนในอดีตใช้คาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงที่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งนิคมอุตสาหกรรมและภาคอสังหาริมทรัพย์ "ศูนย์กันก่อนท่วม" เตือนว่าหากยังแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยซ้ำเติมจนตกอยู่ในภาวะ "คนป่วยแห่งเอเชีย" และสูญเสียความน่าลงทุน
KEY POINTS
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สถิติฝนในอดีตใช้คาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงที่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งนิคมอุตสาหกรรมและภาคอสังหาริมทรัพย์
- "ศูนย์กันก่อนท่วม" เตือนว่าหากยังแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยซ้ำเติมจนตกอยู่ในภาวะ "คนป่วยแห่งเอเชีย" และสูญเสียความน่าลงทุน
- เสนอให้เปลี่ยนแนวคิดใหม่โดยมอง "น้ำเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจ" (Water Economy) เน้นการบริหารจัดการเพื่อกักเก็บ ชะลอ และกระจายน้ำเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการเร่งระบายทิ้งเพียงอย่างเดียว
เมื่อโมเดลสถิติ 30 ปีผูกขาดความคิดแบบเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป ฝนตกแช่ทะลุสถิติสั่นคลอนนิคมอุตสาหกรรม และฉุดรั้งการโอนบ้านของภาคอสังหาริมทรัพย์ เจาะลึกมุมมองระดับเตือนสติจาก "ศูนย์กันก่อนท่วม" โดยวิศวจุฬาฯ และภาคธุรกิจ ที่มุ่งนำวิทยาศาสตร์-โมเดลระดับโลก-ความร่วมมือกว่า 50 หน่วยงาน ยกระดับเรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติและชุมชน ก่อนไทยตกลงสู่ภาวะ "คนป่วยแห่งเอเชีย"
สัญญาณเตือนภัยระดับโลก เมื่อฝนตกแช่ทะลุสถิติ และโมเดล 30 ปีใช้ไม่ได้อีกต่อไป
รศ.ดร. วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าวในงาน Exclusive Media Briefing & Water Lab Visit "THE WATER WAKE-UP CALL ว่า ความกังวลเรื่องวิกฤติน้ำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของฤดูกาลอีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโครงสร้าง จากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้อากาศสามารถอุ้มมวลไอน้ำได้มากขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้พฤติกรรมและรูปแบบของฝนทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
โครงสร้างพื้นฐานและระบบระบายน้ำส่วนใหญ่ในปัจจุบันถูกออกแบบมาโดยอิงกับค่าเฉลี่ยสถิติเมื่อ 30–40 ปีก่อน ซึ่งไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนในปัจจุบันได้อีกแล้ว โดยมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก เช่น
- พื้นที่หาดใหญ่ (ประเทศไทย): เผชิญฝนตกแช่สะสมสูงถึง 370 มิลลิเมตร ในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง
- ประเทศจีน: เกิดฝนตกหนักรุนแรงปริมาณสูงถึง 500 มิลลิเมตร ในเวลา 24 ชั่วโมง
- ประเทศญี่ปุ่นและเมืองใหญ่ทั่วโลก: ต้องเผชิญกับสภาวะฝนตกหนักเกินขีดความสามารถของเมืองในการรับมือ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี้คือสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ ว่าเราไม่สามารถดึงข้อมูลสถิติย้อนหลัง 30 ปีมาใช้ทำนายพฤติกรรมของฝนและน้ำในอนาคตได้อีกต่อไป
พิษน้ำท่วมลามโครงสร้างเศรษฐกิจ นิคมฯ พัง - อสังหาฯ ชะงัก - ธุรกิจแบกต้นทุน
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และรองประธานศูนย์กันก่อนท่วม ซึ่งมีประสบการณ์ในภาคธุรกิจ ได้สะท้อนมุมมองว่า ผลกระทบจากภัยพิบัติเรื่องน้ำรุนแรงกว่าเพียงแค่ความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ ความเชื่อมั่นในการลงทุน และอนาคตของเมือง
- นิคมอุตสาหกรรมเผชิญวิกฤติ:ยกตัวอย่างภาคอุตสาหกรรมที่เคยประเมินสถิติฝนสูงสุดในรอบ 50 ปีไว้ที่ 120 มิลลิเมตร จึงตั้งรับไว้สูงถึง 200 มิลลิเมตร แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง ฝนตกหนักถึง 300 มิลลิเมตร ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมโดนน้ำท่วมขังระดับ 20–80 เซนติเมตร นานร่วม 10 วัน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการขายพื้นที่และการตัดสินใจของนักลงทุนอย่างหนัก
- ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว: จากเดิมที่ผู้ซื้อบ้านมักพิจารณาโอนกรรมสิทธิ์ตามปัจจัยทางภาษี แต่ปัจจุบันพบปรากฏการณ์ผู้ซื้อ "ปฏิเสธการโอนบ้าน" เพื่อขอรอสังเกตการณ์ระดับน้ำหลังจบฤดูฝนเสียก่อน ขณะที่อาคารพาณิชย์หลายแห่งในพื้นที่เสี่ยงเริ่มยกเลิกการสร้างชั้นใต้ดินเนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย
- ภาระของภาคธุรกิจและพนักงาน: ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนการบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น บางบริษัทต้องยอมจ่ายค่าเช่าโรงแรมใกล้ออฟฟิศเพื่อให้พนักงานกว่า 300 คนย้ายมาพักอาศัยชั่วคราว เพื่อให้สามารถเดินทางมาทำงานได้ในยามเกิดภัยพิบัติ
กับดักกระสอบทราย' และภัยเงียบที่จะซ้ำเติมไทยสู่ "คนป่วยแห่งเอเชีย"
พฤติกรรมการรับมือภัยพิบัติแบบเดิมๆ ของสังคมไทย เช่น การนำ กระสอบทราย มาวางกองป้องกันหน้าบ้าน ซึ่งเมื่อเกิดน้ำท่วมขัง ทรายภายในกระสอบมักจะหลุดลอยไปอุดตันในระบบท่อระบายน้ำ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำในปีถัดไปยิ่งแย่ลงและเกิดปัญหาน้ำท่วมหนักยิ่งกว่าเดิม
นอกจากนี้ หากประเทศไทยยังคงแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำแบบชั่วคราวและลืมเลือนง่ายเมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป ในขณะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่ำเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน ซ้ำเติมด้วยการก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย
หากปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากโดยไม่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่แม่นยำ ประเทศไทยก็เสี่ยงที่จะตกลงสู่ภาวะ "คนป่วยแห่งเอเชีย" (Sick Man of Asia) ที่สูญเสียเสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนและปัญหาทางสังคมตามมา
พลิกสมการ Water Economy มอง "น้ำเป็นสินทรัพย์" แทนที่จะเร่งระบายทิ้งทะเล
เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ศูนย์กันก่อนท่วม ได้เสนอการเปลี่ยนผ่านทางความคิด โดยกระตุ้นให้สังคมมองว่า "น้ำคือสินทรัพย์" เปรียบเสมือนทองคำหรือเงิน ผ่านแนวคิด Water Economy หรือเศรษฐกิจทางน้ำ
ปัจจุบันประเทศไทย มีปริมาณน้ำฝนตกประมาณ 100% แต่มีการนำน้ำมาบริหารจัดการใช้ประโยชน์จริงเพียงประมาณ 10% เท่านั้น การมุ่งเน้นเพียงการระบายน้ำทิ้งลงสู่ทะเลผ่านแม่น้ำสายหลักอย่างเจ้าพระยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ชะลอกักเก็บ ถือเป็นการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ
รุ่งโรจน์ ยกตัวอย่างภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมกระดาษ ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมาก แต่สามารถนำน้ำมาผ่านกระบวนการหมุนเวียน และปล่อยน้ำที่สะอาดคืนสู่ชุมชนได้ ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำแนวใหม่จึงต้องปรับจากการเร่งระบายน้ำทิ้ง มาเป็นการกักเก็บ ชะลอน้ำ และกระจายน้ำเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในยามขาดแคลน
ศูนย์กันก่อนท่วม ตั้งขึ้นโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ 4 ด้าน
- การนำด้วยวิทยาศาสตร์และโมเดลระดับโลก: ใช้วิทยาศาสตร์และโมเดลการคำนวณที่แม่นยำ โดยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ และประเทศญี่ปุ่น
- การเป็นศูนย์กลางประสานงาน: ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงและบูรณาการแผนงานร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำในประเทศไทยที่มีมากกว่า 50 หน่วยงาน ทั้งในระดับจังหวัดและชุมชน ให้เกิดเป็นแผนปฏิบัติการเดียว
- การสื่อสารที่ถูกต้องแม่นยำ: สื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปให้สื่อมวลชนและประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
- การสร้าง Smarter Community: ผลักดันให้การบริหารจัดการน้ำเป็น "วาระแห่งชาติ วาระของชุมชน และวาระของประชาชนทุกคน" ไม่ใช่เพียงภาระของภาครัฐบาลเท่านั้น
ความเคลื่อนไหวนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากภาคธุรกิจ โดยหลายองค์กรแสดงความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการออกแบบโครงสร้างอาคารเพื่อรองรับความเสี่ยงเรื่องน้ำ รวมถึงการพร้อมเปิดพื้นที่อาคารสูงให้เป็นศูนย์อพยพพักพิงแก่ประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวิกฤติภัยพิบัติให้กลายเป็นความร่วมมือที่ยั่งยืนของสังคมไทย





