“พลาสติคอรัล” (Plasticorals) ปรากฏการณ์ “ขยะพลาสติก” หลอมรวมกับ “ปะการัง” ด้วยความร้อน แสดงให้เห็นว่าพลาสติกได้แทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างธรรมชาติ และอาจทิ้งร่องรอยทางธรณีวิทยาเอาไว้
KEY POINTS
- “พลาสติคอรัล” คือวัตถุชนิดใหม่ที่เกิดจากขยะพลาสติกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับโครงสร้างซากปะการัง ถูกค้นพบครั้งแรกบนชายหาดเกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น
- นักวิจัยสันนิษฐานว่าเกิดจากความร้อนของกองไฟบนชายหาดที่หลอมพลาสติกให้แทรกซึมเข้าไปในรูพรุนของปะการัง และจัดเป็น “พลาสติโกลเมอเรต” ที่มีต้นกำเนิดทางชีวภาพ
- การค้นพบนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตมลพิษพลาสติกที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแนวปะการัง และเป็นหลักฐานว่าพลาสติกกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นหินทางธรณีวิทยา
ปัญหา “ขยะพลาสติก” ในทะเล ไม่ได้มีแต่ขยะเป็นชิ้น ๆ หรือไมโครพลาสติกตามสถานที่ต่าง ๆ ในท้องทะเลเท่านั้น เพราะตอนนี้ขยะพลาสติกได้หลอมรวมเข้ากับโครงสร้างของปะการัง จนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อเกิดเป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาและระบบนิเวศรูปแบบใหม่ที่ถูกเรียกว่า “พลาสติคอรัล” (Plasticorals)
เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 ระหว่างที่ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโอกินาวา (OIST) และมหาวิทยาลัยริวกิว กำลังสำรวจชายหาดบนเกาะโอกินาวา ของญี่ปุ่น พวกเขาสังเกตเห็นจุดสีสดใสขนาดเล็กปะปนอยู่ในเศษปะการังสีซีดบนชายหาด
คณะผู้เชี่ยวชาญนี้นำโดย ดร.อิเฟนนา อิเลชุกวู นักวิจัยหลัก และ ศ.เจมส์ ดี. ไรมอร์ หัวหน้าทีมวิจัย ได้นิยามวัตถุชนิดใหม่นี้ว่า “พลาสติคอรัล” ซึ่งเป็นวัตถุที่เกิดจากการผสานกันอย่างแนบแน่นระหว่าง ซากโครงปะการังและพอลิเมอร์สังเคราะห์
เครดิตภาพ: Ilechukwu et al.
จากการสำรวจพื้นที่ชายหาดระยะทาง 100 เมตร ทีมนักวิจัยพบวัตถุพลาสติคอรัลทั้งหมด 5 ชิ้น บนชายหาด 3 แห่ง ได้แก่ หาดโซสุ จำนวน 3 ชิ้น หาดอิบุ จำนวน 1 ชิ้น และ หาดโอโดะ จำนวน 1 ชิ้น โดยพื้นที่อย่างหาดโซสุและหาดอิบุนั้น ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติยันบารุ ทางตอนเหนือของโอกินาวา ซึ่งได้รับการคุ้มครองทางธรรมชาติ
เมื่อนำตัวอย่าง พลาสติคอรัลจำนวน 4 ชิ้นมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ พบว่าตัวอย่างมีความยาวประมาณ 1.5-3.5 นิ้ว และมีน้ำหนักระหว่าง 0.4- 2.4 ออนซ์ โดยพลาสติกที่ผสานอยู่ในปะการังมีสีฟ้า สีเขียว สีเหลือง และสีแดง ซึ่งบางชิ้นมีสีเปลี่ยนไปเนื่องจากผ่านการโดนความร้อนหรือเผชิญสภาพแวดล้อมที่รุนแรง
ต่อมา นักวิจัยได้นำ พลาสติคอรัลมาตรวจสอบโครงสร้างภายในด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ทั้ง เทคนิครามานสเปกโทรสโกปี กล้องจุลทรรศน์ และการสแกนด้วยเอกซเรย์ ไมโคร-ซีที นักวิจัยพบว่า พลาสติกดังกล่าวคือ “พอลิเอทิลีน” และ “พอลิโพรพีลีน” ซึ่งเป็นพลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเนื้อพลาสติกได้แทรกซึมเข้าไปในรูพรุนขนาดเล็กของโครงร่างปะการัง จนยึดเกาะกันทางกลไกอย่างสมบูรณ์
นักวิจัยสันนิษฐานว่า พลาสติคอรัลเกิดจากการหลอมรวมด้วยความร้อน ซึ่งคาดว่า มาจากการจุดกองไฟบนชายหาด เนื่องจากพลาสติกถูกความร้อนจนหลอมละลายและไหลซึมเข้าไปในรูพรุนของเศษปะการังที่ถูกนำมาวางใต้กองไฟ ดังที่พบตัวอย่างพลาสติคอรัลชิ้นหนึ่งตกค้างอยู่บริเวณก้นเตาไฟบนหาดโซสุ
พลาสติคอรัลถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มวัตถุจำพวก “พลาสติโกลเมอเรต” (Plastiglomerates) หรือ “หินไฮบริด” ที่เกิดจากพลาสติกหลอมรวมกับหิน ทราย หรือเศษซากธรรมชาติ ทว่าพลาสติคอรัลมีความพิเศษแตกต่างออกไป เพราะเกิดขึ้นจากโครงสร้างปะการังซึ่งเป็นสารคาร์บอเนตที่สร้างขึ้นโดยสิ่งมีชีวิต นักวิจัยจึงอธิบายว่านี่คือพลาสติโกลเมอเรตที่มีจุดกำเนิดมาจากชีวภาพ
หากพลาสติคอรัล ถูกคลื่นซัดกลับลงสู่ทะเล พวกมันจะทำหน้าที่เป็นฐานรองรับตัวอ่อนปะการังใหม่และเป็นที่หลบภัยของสัตว์ทะเลขนาดเล็ก แต่เมื่อมีพลาสติกปกคลุมและสารเคมีที่รั่วไหลออกมา รวมถึงเชื้อโรคที่ติดมากับพลาสติก อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปะการังและห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศแนวปะการัง
นอกจากนี้ การค้นพบนี้ยังเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า “ยุคพลาสติซีน” (Plasticene) ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่มลพิษพลาสติกจากฝีมือมนุษย์ได้สร้างชั้นตะกอนและบันทึกทางธรณีวิทยาไว้อย่างถาวร พลาสติคอรัลจึงเปรียบเสมือนหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า ขยะพลาสติกไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมชั่วคราวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นหินในอนาคต
การค้นพบพลาสติคอรัลในปัจจุบันอาจจะยังมีไม่เยอะมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่เด่นชัดถึงวิกฤตมลพิษพลาสติกที่กำลังกลืนกินธรรมชาติ ปรากฏการณ์นี้กระตุ้นให้สังคมโลกต้องหันมาทบทวนการใช้พลาสติกและการจัดการขยะอย่างจริงจัง ก่อนที่พลาสติกจะแทรกซึมและเปลี่ยนแปลงธรรมชาติจนไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้อีก
ที่มา: Earth, IFL Science, Phys, ZME Science
เครดิตภาพ: Ilechukwu et al.





