วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

‘จีน-สหรัฐ’ แข่งเปิด ‘เหมืองทองแดง’ ใน ‘เปรู’ ธรรมชาติพังถาวร แย่งทรัพยากรท้องถิ่น

“เปรู” กลายเป็นสมรภูมิแย่งชิง “ทองแดง” ระหว่างจีนและสหรัฐ แต่การขยายตัวของเหมืองแร่กลับสร้างผลกระทบหนักต่อสิ่งแวดล้อม ปนเปื้อนแหล่งน้ำ ทำลายธรรมชาติถาวร และจุดชนวนความขัดแย้งรุนแรงกับชุมชนท้องถิ่น

KEY POINTS

  • จีนและสหรัฐฯ แข่งขันกันลงทุนในเหมืองทองแดงของเปรู ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสามของโลก เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด
  • การขยายตัวของเหมืองทองแดงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทั้งการทำลายป่าไม้ แหล่งน้ำ และสร้างมลพิษจากโลหะหนัก ซึ่งอาจทำให้ธรรมชาติเสียหายอย่างถาวร
  • การทำเหมืองนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ จากการแย่งชิงทรัพยากรที่ดินและน้ำ และการที่คนในพื้นที่ต้องแบกรับภาระมลพิษ

“ทองแดง” เป็นวัตถุดิบที่สำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์และอุปกรณ์ไอที ตลอดจนเป็นชิ้นส่วนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะใน “ยานยนต์ไฟฟ้า” ส่งผลให้ความต้องการทองแดงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนทำให้ราคาทองแดงในตลาดโลกทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 6 ดอลลาร์ต่อปอนด์

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าโลกอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนทองแดงสูงถึง 30% ภายในปี 2035 เนื่องจากสายแร่ที่มีคุณภาพลดลง และการค้นพบแหล่งแร่ใหม่ ๆ เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

 

แย่งชิง “ทองแดง” ใน “เปรู”

“เปรู” ในฐานะผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่อันดับที่สามของโลก สามารถขุดทองแดงได้ราว 2.7 ล้านตันต่อปี จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของเหล่านักลงทุนข้ามชาติ โดยธนาคารกลางแห่งเปรู ประเมินว่า หากโครงการเหมืองแร่ใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเกือบ 47,000 ล้านดอลลาร์ สามารถเปิดดำเนินการได้ตามแผน จะทำให้เปรูสามารถผลิตทองแดงเพิ่มขึ้นได้เป็นสองเท่าตัว

ขณะเดียวกัน เปรูกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงทองแดงระหว่างสองมหาอำนาจอย่าง “จีน” และ “สหรัฐ” โดยจีนเป็นผู้บริโภคทองแดงแปรรูปรายใหญ่ที่สุด ซึ่งครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการทั่วโลก ขณะที่สหรัฐ พยายามเร่งจัดหาวัตถุดิบสำคัญในซีกโลกตะวันตก เพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง

เพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีน สหรัฐลงนามในกรอบความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญกับเปรูในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานและลดการพึ่งพาบริษัทจีน โดย มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้เน้นย้ำถึงโอกาสในการขยายฐานการลงทุนของบริษัทอเมริกันในเปรูเพื่อคานอำนาจจีน

เคอิโกะ ฟูจิโมริ ประธานาธิบดีเปรู อ้าแขนต้อนรับการแข่งขันของสองมหาอำนาจเป็นอย่างดี โดยรัฐบาลชุดใหม่นี้มีนโยบายเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุน ด้วยการตัดลดขั้นตอนทางกฎหมายและลดระเบียบข้อบังคับลง โดยมีแผนจะยกเลิกใบอนุญาตทำเหมืองมากถึง 27 รายการ เพื่อปลดล็อกโครงการที่หยุดชะงัก

กิลเยร์โม ชินโน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่แห่งเปรู ให้สัมภาษณ์ว่า “ทุกคนต่างเข้ามาสอบถามและหารือกับกระทรวง เพื่อดูว่าพวกเขาจะขับเคลื่อนโครงการของตนต่อไปได้อย่างไร” ซึ่งมีทั้งบริษัทจีนอย่าง Chinalco ที่เข้าซื้อโครงการลอสกาลาโตส เช่นเดียวกับบริษัทสัญชาติอเมริกันและต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น Freeport-McMoRan และ First Quantum ที่เตรียมลงทุนในโครงการลากรานฮา 

 

เหมืองทองแดงทำลายธรรมชาติ

การแห่ทะลักเข้ามาขุดเจาะทองแดง เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานเขียวและเอไอ กลับนำไปสู่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง เมื่อความต้องการทองแดงทั่วโลกคาดว่าจะสูงถึง 50 ล้านตันต่อปีภายในปี 2040 บริษัทเหมืองแร่ต่างเร่งรุกรานเข้าไปในพื้นที่ป่าและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ในแถบเทือกเขาแอนดีส และลุ่มน้ำแอมะซอน จนส่งผลให้พื้นที่ถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าและระดับความหลากหลายทางชีวภาพลดลงอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ การสร้างเหมืองแร่ขนาดใหญ่ยังเปลี่ยนสภาพภูมิทัศน์ รบกวนเส้นทางการเคลื่อนย้ายของสัตว์

กระบวนการทำเหมืองและการแปรรูปทองแดงเป็นกิจกรรมที่ใช้น้ำมหาศาล โดยระหว่างปี 2015-2019 เหมืองทองแดงทั่วโลกมีการดึงน้ำไปใช้รวมกันสูงถึง 13.6 ล้านล้านลิตร ปริมาณการใช้น้ำของเหมืองแร่ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าการผลิต ได้ก่อให้เกิดภาวะความเครียดทางน้ำในระดับภูมิภาค การแย่งชิงทรัพยากรน้ำนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงภาคการเกษตร ทำให้อัตราการเพาะปลูกลดลง ผลผลิตตกต่ำ และคุณภาพของพืชผลเสื่อมถอยลง

ทองแดงถูกเรียกว่า เป็นหนึ่งในโลหะหนักที่เป็นอันตรายร้ายแรงที่สุดต่อระบบนิเวศทางน้ำและสุขภาพของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากการผลิตทองแดงตั้งแต่ขั้นตอนการขุด ย่อยแร่ ถลุง ไปจนถึงการจัดการขยะก่อให้เกิดกากแร่และมลพิษทางเคมีปริมาณมาก ส่งผลเสียต่อคุณภาพน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน

หากเขื่อนกักเก็บกากแร่พังทลาย จนปล่อยน้ำเสียที่เป็นกรดมหาศาลพร้อมโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว และสังกะสี ลงสู่ระบบแม่น้ำ ทำลายสิ่งมีชีวิตในน้ำทันทีและปนเปื้อนแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค

นอกจากนี้ การทำเหมืองและการถลุงทองแดงยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจและฝนกรด ฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายจากการทำเหมืองมักปนเปื้อนโลหะหนักพิษ เช่น สารหนู แคดเมียม นิกเกิล และตะกั่ว ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการผลิตยังมีการบริโภคพลังงานไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งรวมถึงการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินอันเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ

ขณะเดียวกัน การทำเหมืองในพื้นที่แถบเทือกเขาสูง ยังส่งผลกระทบต่อธารน้ำแข็งและลุ่มน้ำธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงประชาชนนับล้านคน มลพิษจากห่วงโซ่อุปทานทองแดงยังสร้าง “ภาวะยูโทรฟิเคชัน” ซึ่งเป็นภาวะที่แหล่งน้ำมีปริมาณธาตุอาหาร โดยเฉพาะสารประกอบไนโตรเจนและฟอสฟอรัสมากเกินไป 

ที่สำคัญ การทำเหมืองเปิดขนาดใหญ่ จะทิ้งรอยแผลขนาดมหึมาไว้บนพื้นผิวโลก ทำลายหน้าดิน และสร้างการปนเปื้อนของสารพิษในดินอย่างยาวนาน สภาพดินและธรรมชาติที่ถูกทำลายจะกลายเป็นภาวะที่เรียกว่า "เขตสังเวย" ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่ธรรมชาติและระบบนิเวศถูกทำลายล้างอย่างถาวร ไม่สามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้ แม้ว่าจะเลิกทำเหมืองและขุดแร่ทองแดงออกไปจนหมดแล้วก็ตาม

 

ความขัดแย้งกับคนในท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเหมืองแร่ยังสร้างความขัดแย้งทางสังคมรุนแรง จากการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติกับกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการศึกษาของเอลเค เคลล์เนอร์

จากคณะวิชาการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตท ชี้ว่า มากกว่า 54% ของโครงการเหมืองแร่ ตั้งอยู่ในหรือใกล้กับพื้นที่ดั้งเดิมของชนกลุ่มชาติพันธุ์ นำไปสู่การบุกรุกพื้นที่บรรพบุรุษและการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม

ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเปรู ซึ่งเป็นแหล่งทองแดงขนาดใหญ่ พื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นสมรภูมิความขัดแย้ง ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับบริษัทเหมืองแร่มาอย่างยาวนาน ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และเกษตรกรในท้องถิ่นต่างลุกขึ้นมาคัดค้าน เนื่องจากมองว่าพวกตนถูกกีดกันออกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และต้องแบกรับภาระมลพิษและการสูญเสียที่ดินและแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต

เลอันโดร โกเมซ โฆษกและผู้ประสานงานนโยบายสิ่งแวดล้อมจากองค์กร FARN กล่าวว่า “การขยายโครงการทำเหมืองทองแดง เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขยายการขุดเจาะทรัพยากร ที่เป็นการละเมิดกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ความขัดแย้งทางสังคมยกระดับรุนแรงยิ่งขึ้น”

ขณะที่ แจน มอร์ริลล์ ตัวแทนจากองค์กรสิ่งแวดล้อม Earthworks กล่าวว่า “ในอดีต ยุคตื่นแร่และการทำเหมืองมักผูกติดกับการล่าอาณานิคม การบังคับขับไล่ชนกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากถิ่นฐาน และการสร้างเขตสังเวย ที่ธรรมชาติและชุมชนต้องถูกทำลายล้าง” 

ด้านตัวแทนชนกลุ่มชาติพันธุ์อย่าง เวนด์สเลอร์ โนซี ซีเนียร์ อดีตประธานเผ่าซานคาร์ลอสอาปาเช กล่าวถึงผลกระทบในระยะยาวไว้อย่างน่าสนใจว่า “พวกเขาต้องคิดเรื่องนี้ให้ดี เพราะทองแดงจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ตลอดไป และเมื่อมันถูกขุดออกไปจนหมด ทุกสิ่งทุกอย่างในพื้นที่ก็จะต้องปนเปื้อนพิษไปตลอดกาล” พร้อมกล่าวเสริมว่า นี่คือการปะทะกันระหว่างวิถีทุนนิยมองค์กรกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องถูกทำลายลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทองแดง” คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อลดโลกร้อน แต่หากการทำเหมืองในเปรูยังคงดำเนินไปภายใต้การแย่งชิงของมหาอำนาจ การละเลยมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ความหวังในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดก็อาจต้องแลกมาด้วย การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและผืนป่าอันบริสุทธิ์ของโลก ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้


ที่มา: Economics Obeserbatory, Mining, Mongabay, Reuters