การประชุม CBD COP17 ที่อาร์เมเนียเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ภาครัฐต้องเปลี่ยนมุมมองต่อภาคเอกชน จากแค่ผู้มีส่วนได้เสียมาเป็น "หุ้นส่วนลงมือทำ" เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
KEY POINTS
- การประชุม CBD COP17 ที่อาร์เมเนียเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ภาครัฐต้องเปลี่ยนมุมมองต่อภาคเอกชน จากแค่ผู้มีส่วนได้เสียมาเป็น "หุ้นส่วนลงมือทำ" เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
- บทความยกตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศกำลังพัฒนาที่รัฐบาลจับมือกับเอกชนผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น การคัดเลือกบริษัทที่มีผลกระทบสูงมาร่วมวง การสร้างแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และการใช้มาตรการจูงใจ
- การสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งระหว่างรัฐและเอกชนถูกชี้ว่าเป็นทางออกสำคัญในการเปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกให้เป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้ และเป็นกุญแจสู่การแก้ปัญหาวิกฤตธรรมชาติและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
เสียงสะท้อนจากเวทีเตรียมความพร้อมก่อนประชุม CBD COP17 ชี้ชัด หากภาครัฐยังมองภาคเอกชนเป็นแค่ผู้ฟัง ไม่ใช่ “หุ้นส่วนลงมือทำ” เป้าหมายหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติภายในปี 2030 อาจเป็นแค่ความฝัน พร้อมโชว์ตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศกำลังพัฒนาที่ลุกขึ้นมาจับมือกันแก้เกมวิกฤติธรรมชาติและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
เมื่อประชาคมโลกเตรียมตบเท้าเข้าสู่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย
เพื่อร่วม การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (UN Biodiversity Conference หรือ CBD COP) ครั้งที่ 17 ในปี 2569 นี้ ช่องว่างระหว่าง "เป้าหมายสวยหรู" กับ "การปฏิบัติจริง" กลับยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ แม้กรอบงาน Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework จะจี้ให้ภาคธุรกิจกระโดดลงมาช่วยหยุดยั้งและฟื้นฟูธรรมชาติภายในปี พ.ศ. 2573 แต่ในความเป็นจริง หลายประเทศยังติดหล่มกับการมองบริษัทเอกชนเป็นแค่ "ผู้มีส่วนได้เสียที่ต้องเรียกมาคุย" ไม่ใช่ "พาร์ทเนอร์ตัวจริง" ที่จะช่วยกันลงมือทำ
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของสิ่งแวดล้อม แต่คือระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ เพราะระบบนิเวศที่พังทลายหมายถึงต้นทุนที่พุ่งสูง ห่วงโซ่อุปทานที่สะดุด และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับทั้งรัฐมนตรีคลังและซีอีโอทุกคน
หากมองไปยังซีกโลกใต้ ภาพกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผ่านความร่วมมือจากองค์กรอย่าง Business for Nature หลายรัฐบาลกำลังจูงมือภาคเอกชนออกแบบโรดแมป นโยบาย และตัวชี้วัดร่วมกัน เพื่อแปลสัญญาด้านความ biodiversity ให้กลายเป็นผลลัพธ์จับต้องได้จริง
บทเรียนสำคัญจากการทำงานร่วมกันสะท้อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลักที่น่าสนใจ
- ดึงถูกตัว ตั้งวงให้แคบแต่คม: ตัวอย่างจากชิลีที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมจับมือกับเครือข่ายธุรกิจ Acción Empresas ดึงบริษัทที่มีความทะเยอทะยานสูงเข้ามาร่วมวงตั้งแต่ต้น หรือไนจีเรียและมาเลเซียที่มีการคัดกรองเข้มข้น ดึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบสูง เช่น ปาล์มน้ำมัน การเงิน การขนส่ง และเหมืองแร่ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย แทนที่จะใช้วิธีเปิดประชาพิจารณ์กว้างๆ แบบไร้ทิศทาง
- ตีโจทย์ให้ขาดด้วยโรดแมปที่ทำได้จริง: ภาคธุรกิจต้องการเข็มทิศที่ชัดเจน ชิลีจึงออกแผนปฏิบัติการธุรกิจที่ตอบโจทย์ Target 15 ของกรอบงานโลก โดยร่วมมือกันระหว่าง 20 บริษัทและ 6 กระทรวง ขณะที่มาเลเซียคลอดพิมพ์เขียวเร่งรัดการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กำหนดเป้าหมายเวลาที่ชัดเจนช่วยให้เอกชนวางแผนล่วงหน้าได้โดยไม่เสียเปรียบทางการแข่งขัน ส่วนอินโดนีเซียเลือกผูกเรื่องป่าไม้และภูมิอากาศไว้ในตะกร้าเดียวกันเพื่อให้ธุรกิจเห็นภาพรวมง่ายขึ้น
- ให้รางวัลคนใจถึง: การปล่อยให้ธุรกิจทำด้วยความสมัครใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐต้องสร้างแรงจูงใจและเตรียมความพร้อม โคลอมเบียและแอฟริกาใต้จึงทุ่มทุนสร้างโปรแกรมเสริมศักยภาพให้เอกชนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับธรรมชาติ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางภาษี การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และกฎระเบียบแบบค่อยเป็นค่อยไป
ขณะที่เวที COP17 กำลังจะมาถึง โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมายให้ดูสวยหรูอีกต่อไป แต่เป็นการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งพอจะแบกรับเป้าหมายนั้น ประเทศที่ยังกั๊กและไม่ยอมดึงเอกชนมาร่วมวง อาจต้องเดินตามหลังคนอื่น แต่ใครที่กล้าเปิดประตูต้อนรับ จะพบว่าความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตัวเองคือผู้ชนะตัวจริง





