วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2569

Login
Login

‘จีน’ เปิด ‘เส้นทางสายไหมขั้วโลก’ ล่องเรือผ่านอาร์กติก ลดเวลาส่งของไปยุโรปเกือบครึ่ง

“จีน” เปิด “เส้นทางสายไหมขั้วโลก” สำหรับส่งสินค้าทางเรือมหาสมุทรอาร์กติก ช่วยลดเวลาเดินทางสู่ยุโรปเกือบครึ่ง แต่การเดินเรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก

KEY POINTS

  • จีนเปิดตัวบริการขนส่งสินค้าทางเรือเส้นทางใหม่ "เส้นทางสายไหมขั้วโลก" ผ่านมหาสมุทรอาร์กติกไปยังทวีปยุโรป
  • เส้นทางนี้ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากจีนไปยุโรปลงเกือบครึ่ง เหลือเพียง 18-25 วัน เทียบกับเส้นทางผ่านคลองสุเอซที่ใช้เวลากว่า 40 วัน
  • การเปิดเส้นทางเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนเดินเรือได้นานขึ้น และเพื่อเป็นทางเลือกเลี่ยงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • แม้จะมีข้อดีด้านเวลา แต่เส้นทางนี้ยังเผชิญความท้าทายทั้งการพึ่งพารัสเซีย ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบนิเวศที่เปราะบางของอาร์กติก

“จีน” เปิดตัวบริการขนส่งสินค้าทางเรือผ่ามหาสมุทรอาร์กติก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เส้นทางสายไหมขั้วโลก” (Polar Silk Road / Ice Silk Road) โดยเรือคอนเทนเนอร์ “ดูไบ ทาวเวอร์” ของบริษัทสายการเดินเรือ Sea Legend เป็นเรือลำแรกที่ให้บริการในเส้นทางนี้ ซึ่งแล่นออกจาก ท่าเรือหนิงโป-โจวซาน ในมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน มุ่งหน้าสู่ทวีปยุโรป

เรือดูไบ ทาวเวอร์ สามารถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ราว 1,300-1,500 ตู้ ซึ่งบรรจุสินค้าด้านพลังงานสะอาดสำคัญของจีน อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และ อุปกรณ์แผงโซลาร์เซลล์ สินค้าเหล่านี้ถูกส่งตรงไปยังท่าเรือสำคัญของสหราชอาณาจักร ได้แก่ ท่าเรือเฟลิกซ์สโตว์ และ ท่าเรือทีสปอร์ต พร้อมเชื่อมต่อไปยังท่าเรือหลักอื่น ๆ ในยุโรป

 

เส้นทางเรือใหม่

เดิมทีภูมิภาคอาร์กติกมีน้ำแข็งปกคลุมเกือบตลอดปี ทำให้เส้นทางเดินเรือทางตอนเหนือ หรือ NSR (Northern Sea Route) ซึ่งตัดผ่านวงกลมละติจูดอาร์กติกเลียบชายฝั่งทางตอนเหนือของรัสเซีย  สามารถเดินเรือได้เฉพาะในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่นเท่านั้น แต่ในตอนนี้ ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งละลาย จนสามารถเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ได้นานขึ้น

ประกอบกับวิกฤติความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการค้าโลก การโจมตีของกลุ่มฮูตีบริเวณ “ช่องแคบบาบ อัล-มันเดบ” ในทะเลแดง รวมถึงการปิดล็อก “ช่องแคบฮอร์มุซ”  ทำให้ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดียต่างแสดงความสนใจที่จะขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ความเสี่ยงสูง แต่จีนกลายเป็นประเทศแรกที่เปิดให้บริการส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้อย่างเป็นทางการ และมีตารางการออกเรือแน่นอน และเรียกเส้นทางนี้ว่า “เส้นทางสายไหมขั้วโลก”​ นั่นเอง

สำหรับเรือบางลำ เส้นทางนี้ช่วยลดเวลาในการเดินทางจากจีนไปยังยุโรปได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเส้นทางสายไหมขั้วโลกใช้เวลาเดินทางไปถึงยุโรปเพียง 18-25 วันเท่านั้น ขณะที่การเดินทางผ่าน “คลองสุเอซ” ใช้เวลามากกว่า 40 วัน ส่วนการอ้อม “แหลมกู๊ดโฮป” ใช้เวลาราว 50 วัน 

หลี่ เซี่ยวบิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท Sea Legend ระบุว่า “ความไม่สงบในตะวันออกกลางแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเส้นทางเดิม ทำให้เส้นทางอาร์กติกกลายเป็นช่องทางทางเลือกที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง” เขากล่าวเสริมว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายระยะเวลาการเดินเรือจาก 3-4 เดือนในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 6-8 เดือนภายใน 3-5 ปี และหวังจะพัฒนาให้เปิดสัญจรได้ตลอดทั้งปีภายใน 5-10 ปี

ความต้องการเดินทางผ่านขั้วโลกของจีนไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิงได้เคยเรียกร้องให้จีนและรัสเซียร่วมกันพัฒนาเส้นทางขนส่งสินค้าขั้วโลกตั้งแต่ปี 2017 เดกซ์เตอร์ 

โรเบิร์ตส์ นักวิชาการจากสภาแอตแลนติก ให้ความเห็นว่า แม้ในเบื้องต้นการดำเนินงานนี้อาจดูเหมือนไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ แต่การที่จีนซึ่งวางตนเองเป็น “ประเทศใกล้ขั้วโลกเหนือ” เข้ามาบุกเบิกเส้นทางนี้ จะส่งผลให้จีนได้รับชัยชนะทางยุทธศาสตร์ในท้ายที่สุด

คาร์ลอส ซานตานา ผู้อำนวยการหลักสูตรห่วงโซ่อุปทานแห่ง มหาวิทยาลัยไออี นิยามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “การผลัดแผ่นดินของเส้นทางเดินเรือโลก” ซึ่งทำให้มหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียกุมความได้เปรียบเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้จีนต้องพึ่งพิงรัสเซียเป็นหลัก เนื่องจากครอบคลุมเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ของรัสเซีย โดยมีบริษัท Rosatom รัฐวิสาหกิจพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย เป็นผู้ออกใบอนุญาตและจัดเรือตัดน้ำแข็งพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน หวังใช้เส้นทางนี้จัดระเบียบการค้าโลกใหม่ ท่ามกลางภาวะที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกหลังการบุกยูเครน จนต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้สภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้น จะทำให้ภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น แต่นักวิเคราะห์มองว่าข้อจำกัดทางธรรมชาติต่าง ๆ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ เอดเวิร์ด รีส โจนส์ นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดระบุว่า เส้นทางนี้ยังสัญจรได้เฉพาะในช่วงฤดูร้อนสั้น ๆ เท่านั้น และแม้ว่าขั้วโลกเหนือจะอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าน้ำแข็งจะปลอดโปร่งจนเดินเรือได้ตลอดปี

วิทยา มณี รองศาสตราจารย์จาก มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียมองว่า “เส้นทางนี้ยังไม่คุ้มค่าทางธุรกิจเนื่องจากต้นทุนที่สูงลิ่ว” ขณะที่ ยอร์ดี ทอร์เรนต์ ที่ปรึกษาและเลขาธิการ MEDPorts Association อธิบายเพิ่มเติมว่า “เส้นทางเดินเรือผ่านขั้วโลกไม่มีท่าเรือแวะพักกลางทางระหว่างเส้นทาง ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ต่างจากเส้นทางสุเอซที่มีเมืองท่าการค้าสำคัญหลายแห่งให้แวะรับส่งสินค้า”

ขณะเดียวกัน การรุกคืบเข้าสู่อาร์กติกของจีนและรัสเซียก็สร้างความกังวลให้แก่ “สหภาพยุโรป” เป็นอย่างมาก จนกลุ่มพันธมิตรนาโตต้องเริ่มภารกิจ “Arctic Sentry” เพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคาม โดยอาเลฮานโดร เรเยส อาจารย์พิเศษจาก มหาวิทยาลัยฮ่องกง ชี้ว่า แม้ยุโรปจะได้ประโยชน์จากระยะเวลาขนส่งที่สั้นลง แต่ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการต้องพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่ควบคุมโดยรัสเซียมากขึ้น

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ชี้ว่า โลกกำลังมองหาเส้นทางขนส่งสินค้าใหม่เพื่อเบี่ยงออกจากจุดยุทธศาสตร์ที่คับแคบในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เริ่มเคลื่อนไหวเสริมกำลังในพื้นที่ขั้วโลกเหนือ ทั้งการอนุมัติจัดซื้อเรือตัดน้ำแข็งเพิ่ม และต้องการ “เกาะกรีนแลนด์” เพื่อคานอำนาจจีนและรัสเซีย

 

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ถึงแม้ว่าการขนส่งในเส้นทางสายไหมขั้วโลก จะช่วยลดระยะเวลา การใช้เชื้อเพลิง และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเที่ยวลงได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเส้นทางผ่านคลองสุเอซ แต่นักวิเคราะห์ระบุว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่แฝงอยู่ตลอดเส้นทางอาจสร้างความเสียหายมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น หากจำนวนเรือพาณิชย์เพิ่มมากขึ้นจะยิ่งทำให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น และทำลายระบบนิเวศในภูมิภาคนี้

เรือพาณิชย์ส่วนใหญ่ใช้ “เชื้อเพลิงน้ำมันเตาหนัก” (HFO) ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีความหนาแน่นสูงและย่อยสลายได้ช้ามากในสภาพอากาศหนาวเย็นจัด หากเกิดการรั่วไหล คราบน้ำมันที่ติดอยู่ใต้น้ำแข็งจะแทบไม่สามารถกำจัดหรือฟื้นฟูได้เลย ประกอบกับพื้นที่เดินเรือตามแนวชายฝั่งขั้วโลกมีความห่างไกลและขาดแคลนการสนับสนุนทางโลจิสติกส์ ทำให้ทีมกู้ภัยต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์กว่าจะเข้าถึงจุดเกิดเหตุหากเรือขัดข้องหรือเกยตื้น ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่ประเทศในแถบขั้วโลกยังขาดความพร้อมในการรับมือ

ขณะเดียวกัน การปล่อยสารเขม่าดำ (Black Carbon) จากไอเสียของเรือเดินทะเลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำลายบรรยากาศและเร่งภาวะโลกร้อนอย่างมหาศาล เขม่าดำสามารถลอยอยู่ในบรรยากาศและดูดซับความร้อนได้นานถึงสองสัปดาห์ และเมื่อตกลงสู่พื้นหิมะหรือแผ่นน้ำแข็ง จะลดความสามารถในการสะท้อนแสงอาทิตย์ ส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งดูดซับความร้อนมากขึ้นถึง 7-10 เท่า ซึ่งเป็นการเร่งอัตราการละลายของน้ำแข็งอาร์กติกให้เร็วขึ้นไปอีก 

หากปริมาณการเดินเรือในเส้นทางนี้เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน อาร์กติกอาจกลายเป็นหนึ่งในห้าพื้นที่ที่มีการปล่อยมลพิษจากการเดินเรือสูงที่สุดในโลก อีกทั้งยังอันตรายสิ่งมีชีวิตในทะเลและระบบนิเวศดั้งเดิมของอาร์กติก เสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่องจักรและใบพัดเรือ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและการสื่อสารของสัตว์ทะเล ขณะเดียวกันความถี่ของการเดินเรือที่เพิ่มขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงในการชนเข้ากับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลและสัตว์สายพันธุ์อื่น ๆ ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติและแหล่งประมงสำคัญ

ด้วยผลกระทบและความเสี่ยงทางระบบนิเวศที่ค่อนข้างสูง สายการเดินเรือยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง อาทิ CMA CGM, MSC, และ Hapag-Lloyd ได้ร่วมลงนามในข้อตกลง Arctic Shipping Corporate Pledge เพื่อปฏิเสธการใช้เส้นทางเดินเรือผ่านอาร์กติกเนื่องจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลและสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมต่างเตือนตรงกันว่า อุบัติเหตุทางทะเลเพียงครั้งเดียวในน่านน้ำขั้วโลกที่มีสภาพอากาศเลวร้ายก็สามารถสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมหาศาลจนไม่อาจประเมินค่าและฟื้นฟูกลับคืนมาได้

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า เส้นทางนี้ยังไม่สามารถทดแทนเส้นทางหลักเดิมได้ในเร็ววัน โดย ดีแลน โลว์ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนังชี้ว่า เส้นทางขั้วโลกเป็นเพียงการประกันความเสี่ยง ไม่ใช่ทางเลือกทดแทนทั้งหมด และไม่สามารถแทนช่องแคบฮอร์มุซหรือคลองสุเอซได้ในปัจจุบัน


ที่มา: ABCAljazeeraEl PaisGlobal TimesThe GuardianThe New York Times