วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

ไทยเสี่ยงสูญเสีย GDP 14% กรมโลกร้อนกางพิมพ์เขียว 'พ.ร.บ. โลกร้อน' คาดบังคับใช้ไตรมาส 3 ปีหน้า

ไทยมีความเสี่ยงสูญเสีย GDP สูงสุดถึง 14% ภายในปี 2050 หากไม่มีมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังตามรายงานของธนาคารโลก

KEY POINTS

  • ไทยมีความเสี่ยงสูญเสีย GDP สูงสุดถึง 14% ภายในปี 2050 หากไม่มีมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังตามรายงานของธนาคารโลก
  • ภาครัฐกำลังร่าง "พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" หรือ "พ.ร.บ. โลกร้อน" เพื่อเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ โดยมีกลไกสำคัญ เช่น ภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
  • กฎหมายดังกล่าวคาดว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาและมีผลบังคับใช้ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคของประเทศไทย ทั้งในแง่โอกาสและอัตราการสูญเสียทางเศรษฐกิจ (GDP)  ในอดีตผู้คนมักมองว่าการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดคาร์บอนเป็น "ต้นทุนส่วนเพิ่ม" ที่แยกขาดจากรายได้ แต่ในปัจจุบันแนวคิดนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ต้นทุนของการ “ไม่ทำอะไรเลย” แพงกว่าที่คิด

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงาน Bangkok Business Summit 2026  ช่วงเสวนา  From Ambition to Execution: Policy Architecture and Low-Carbon Cities in Action ว่า "ต้นทุนของการเพิกเฉย" (Cost of Inaction) โดยอ้างอิงรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ว่า หากประเทศไทยไม่มีการยกระดับมาตรการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) อย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับการสูญเสีย GDP สูงถึง 7% ถึง 14% ภายในปี 2050 การลงมือทำในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่คือการปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ ขณะเดียวกัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ก็จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกอนาคต

เพื่อตอบรับความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการความชัดเจนและความคาดการณ์ได้ในการลงทุนเทคโนโลยีลดคาร์บอน ประเทศไทยจึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยขยับเป้าหมายการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากเดิมปี 2065 ขึ้นมาเป็นปี 2050 ภายใต้แผนระยะยาวนี้ ประเทศไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน (Phase out) และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้ได้ 24% ภายในปี 2050

 

ความท้าทายระยะสั้น เดินหน้า NDC 3.0 สู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซแบบสัมบูรณ์

แม้เป้าหมายปี 2050 จะอยู่อีกไกล แต่ ดร.พิรุณ เน้นย้ำว่าสิ่งที่ต้องโฟกัสในขณะนี้คือเป้าหมายระยะสั้นอย่าง NDC 2.0 ภายในปี 2030 ซึ่งตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ถึง 40% เมื่อเทียบกับกรณีปกติ (Business-as-Usual: BAU) โดยล่าสุดในปี 2024 ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้แล้วราว 16% ซึ่งหมายความว่าในช่วงเวลาอีก 6 ปีที่เหลือ ภาครัฐและเอกชนยังต้องทำงานร่วมกันอย่างหนักเพื่อเร่งเครื่องให้บรรลุเป้าหมาย

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้แสดงความทะเยอทะยานที่สูงขึ้นด้วยการเสนอแผน NDC 3.0 โดยปรับเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณจากการเปรียบเทียบกับกรณีปกติ มาเป็นการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสัมบูรณ์ (Absolute Emission Reduction) ที่ 40% ภายในปี 2035 อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 ในปี 2035 ได้นั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดหาเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งทุนเหล่านี้จะต้องมาจากการผลักดันของภาคเอกชน งบประมาณของภาครัฐ และที่สำคัญคือการย้ายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากขอบนอกเข้ามาเป็น "แกนหลัก" ของนโยบายการคลังของประเทศ (Fiscal Policy)

นอกจากเม็ดเงินในประเทศแล้ว ไทยยังต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนทางการเงินจากต่างประเทศอีกราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการที่อาจจะยังไม่มีความคุ้มทุนทางการเงินในขณะนี้ โดยอาศัยกลไกช่วยเหลือ เช่น กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) รวมถึงความร่วมมือในการโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามมาตรา 6.2 (Article 6.2) ภายใต้ความตกลงปารีส ซึ่งปัจจุบันไทยได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่นแล้ว โดยโครงการที่ประสบความสำเร็จและมีการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตไปยังสวิตเซอร์แลนด์แล้วคือ "โครงการรถบัสไฟฟ้า (EV Bus) ในกรุงเทพมหานคร" และยังมีโครงการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการเตรียมการอีกจำนวนมาก

เปิดพิมพ์เขียว “พ.ร.บ.โลกร้อน” เครื่องมือใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ

เพื่อให้สอดรับกับความท้าทายนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) เพื่อใช้เป็นกรอบกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อน ซึ่ง ดร.พิรุณ นิยามกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็น "พิมพ์เขียวทางเศรษฐกิจ" (Economic Blueprint) ที่จะเข้ามาจัดสรรเครื่องมือทางการเงินเพื่อระดมทุนและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมี 3 กลไกหลักที่ภาคธุรกิจต้องจับตา

  • ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): จัดเก็บภาษีคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงตั้งแต่ต้นน้ำ (Upstream) เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และปิโตรเลียม เพื่อสร้างฐานข้อมูลมาตรฐานและกำหนดทิศทางราคาคาร์บอนขั้นต่ำ
  • ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS): การจัดสรรสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับกลุ่มผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ (Top Emitters) หากปล่อยก๊าซเกินสิทธิ์ที่ได้รับ จะต้องเข้าซื้อสิทธิ์เพิ่มจากรายอื่น หรือเลือกใช้คาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์มาชดเชย
  • การเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจสู่ภาคบังคับ: ปรับปรุงพฤติกรรมความต้องการคาร์บอนเครดิต ดร.พิรุณ ชี้ว่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจเพียงอย่างเดียวจะไม่มีทางเติบโตได้เนื่องจากขาดดีมานด์ที่แท้จริง กฎหมายใหม่จึงเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตเข้ากับระบบ ETS โดยอนุญาตให้กลุ่มธุรกิจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ETS สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยโควตาที่เกินได้ไม่เกิน 15% ซึ่งสัดส่วนนี้กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing) และผลักดันให้องค์กรขนาดใหญ่หันมาลงทุนในเทคโนโลยีลดคาร์บอนของตนเองควบคู่ไปด้วย

ตั้งกองทุน “Climate Fund” พยุงกลุ่มเปราะบาง สู่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม

เนื่องจากการปรับใช้ภาษีคาร์บอนและระบบ ETS อาจสร้างภาระทางการเงินและต้นทุนการลงทุนที่สูงขึ้นแก่ผู้ประกอบการ ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงได้ออกแบบกลไกช่วยเหลือเพื่อสร้าง "การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม" (Just Transition) ผ่านการจัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund)

กองทุนนี้จะนำรายได้จากระบบ ETS ค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมคาร์บอนเครดิต และเงินสมทบจากเพดานการปล่อยก๊าซของไทย (Thailand Cap) มาจัดสรรเป็นเครื่องมือทางการเงินช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (Highly Concessional Loans) เงินอุดหนุน (Grants) หรือการร่วมทุน (Equity) ให้แก่กลุ่มเปราะบางอย่าง SMEs ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อนำไปลงทุนในเทคโนโลยีการลดคาร์บอนที่มีต้นทุนสูง นอกจากนี้ กองทุนจะขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวในระดับฐานรากด้วย

ดร.พิรุณ เผยว่า กองทุน Climate Fund ได้รับการออกแบบให้ทำงานในลักษณะกองทุนร่วมทุน (Blended Finance) ซึ่งสถาบันการเงินสามารถเข้ามาประมูลงานร่วมกับกองทุนเพื่อสร้างแพ็คเกจทางการเงินที่ช่วยลดอัตราดอกเบี้ยและทำให้โครงการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมมีความเป็นไปได้ทางการเงินมากขึ้น

คาดประกาศใช้ พ.ร.บ. ไตรมาส 3 ปีหน้า

สำหรับความคืบหน้าของร่างกฎหมายสำคัญฉบับนี้ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีโครงสร้างทั้งหมด 14 หมวด 205 มาตรา ขณะนี้คณะทำงานกำลังพิจารณาร่างกฎหมายถึงหมวดที่ 8 ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และจะเข้าสู่หมวดที่ 9 ซึ่งเป็นเรื่องเกณฑ์การจำแนกประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) และทิศทางในอนาคต

คาดว่ากระบวนการพิจารณาตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเสร็จสิ้น และสภาผู้แทนราษฎรจะสามารถพิจารณาเพื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า (ปี 2027) ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้