ประเทศไทยกำลังเผชิญความย้อนแย้งครั้งใหญ่ด้านอาหาร เพราะอาหารไม่ได้ขาด แต่คนจำนวนไม่น้อยกลับเข้าไม่ถึง ขณะที่อาหารที่ยังกินได้กำลังถูกทิ้งนับล้านตัน โดยข้อมูลปี 2567 พบว่าไทยมีขยะอาหารสูงถึง 10 ล้านตันต่อปี และในจำนวนนี้ราว 4 ล้านตันยังเป็น “อาหารส่วนเกิน” (Food Surplus) ที่สามารถบริโภคได้ แต่กลับกำลังเดินหน้าไปสู่หลุมฝังกลบ
โจทย์สำคัญอยู่ที่การจัดการอาหารส่วนเกินให้ทันก่อนกลายเป็นขยะ และทำให้การส่งต่อเกิดขึ้นได้จริงในระดับระบบ ขณะที่ภาคธุรกิจกลับต้องเผชิญกฎระเบียบและต้นทุนที่ทำให้การทิ้งง่ายและถูกกว่าการ ส่งต่ออาหารให้คนที่ต้องการ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงเดินหน้า “Thailand's Food Bank” พลิกเกมจากการแก้ปัญหาอาหารเหลือทิ้งแบบปลายเหตุ สู่การสร้างระบบจัดการอาหารส่วนเกินตั้งแต่ต้นทาง พร้อมพัฒนา “Food Surplus Credit” เปลี่ยนอาหารที่เคยถูกมองว่าไร้มูลค่าให้กลายเป็น มูลค่าคาร์บอนที่สามารถวัดผลและสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจได้จริง
ภารกิจกอบกู้อาหารส่วนเกิน
“ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์” หัวหน้าโครงการ Thailand's Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. ระบุว่านิยามของอาหารส่วนเกิน คืออาหารที่ยังสามารถบริโภคได้แต่กำลังจะกลายเป็นขยะอาหาร หากไม่มีการจัดการ
โดยข้อมูลกรมควบคุมมลพิษปี 2567 พบว่าในขยะอาหาร 10 ล้านตันนั้น มีถึง 40% หรือประมาณ 4 ล้านตันที่เป็น "อาหารส่วนเกินที่ยังกินได้" ซึ่งเพียงพอที่จะเลี้ยงดูประชากรกลุ่มเปราะบางได้จำนวนมาก
“ธนาคารอาหารทำหน้าที่เหมือนธนาคารทั่วไป คือมีคนเอาอาหารมาฝากและมีคนมาถอนออกไป โดยมีตัวกลางช่วยส่งต่อให้ถึงมือผู้ที่ต้องการ ในประเทศไทย เราไม่ได้ขาดแคลนอาหารเพราะเราเป็นครัวของโลก แต่ปัญหาคือความสามารถในการเข้าถึงอาหาร และโภชนาการที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและชุมชนแออัดที่ไม่มีที่ดินทำกิน”
ใช้เทคโนโลยีช่วย 3 ด้าน
สำหรับแนวทางการทำงาน “ดร.ปัทมาพร” ระบุว่าโครงการได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- ความปลอดภัยของอาหาร: การจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติ ร่วม BIOTEC และหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อสร้างความมั่นใจว่าอาหารที่ส่งต่อยังมีคุณภาพดี
- ดิจิทัลแพลตฟอร์ม: การพัฒนาแอปพลิเคชันโดย NECTEC เพื่อจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับ พร้อมคำนวณเส้นทางขนส่งที่สั้นที่สุดเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
- มูลค่าคาร์บอน: การประเมินคาร์บอนเครดิตร่วมกับ MTEC เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมโครงการมากขึ้น
“เป้าหมายของเราคือภายในปี 2571 เราจะขยายผลให้ครอบคลุม 30 จังหวัด และเพิ่มปริมาณการกอบกู้อาหารจากปัจจุบัน 2,000 ตัน เป็น 20,000 ตันต่อปี ซึ่งจะสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี”
กำแพงภาษีและอุปสรรคเชิงนโยบาย
แม้จะมีนวัตกรรมและแพลตฟอร์มรองรับ แต่ปัญหาสำคัญคือ “กำแพงภาษี” ที่ทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะทำลายอาหารทิ้งมากกว่าการบริจาค “ดร.ปัทมาพร” กล่าวว่า ปัจจุบันกฎระเบียบของกรมสรรพากรกำหนดให้การทำลายสินค้าสามารถตัดเป็นรายจ่ายได้ทันที แต่หากเป็นการบริจาคจะถูกจำกัดที่ 2% ของกำไรสุทธิ และหากสินค้ามี VAT ผู้บริจาคต้องรับภาระจ่าย VAT 7% ของมูลค่าสินค้าที่แจกด้วย
“นี่คือเหตุผลที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะราดน้ำยาฆ่าเชื้อหรือสับอาหารทิ้งในถังขยะหน้ากล้องวงจรปิดเพื่อให้ถูกต้องตามกฎระเบียบการทำลายสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก”
ทางโครงการ Thailand's Food Bank จึงได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านกระทรวง อว. ไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้พิจารณาการบริจาคอาหารผ่านหน่วยงานที่ได้รับการรับรองเป็น
"หนึ่งในวิธีบริหารจัดการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี เทียบเท่ากับการทำลาย โดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมหลักฐานภาพถ่ายและน้ำหนักเพื่อป้องกันการทุจริตหรือการนำอาหารไปขายต่อในตลาดมืด
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวทาง "Food Bank ย่อยในแต่ละจังหวัด" โดยมีตัวอย่างความสำเร็จที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับจังหวัด ทำให้สามารถขยายผลไปยังทุกอำเภอและบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จริง
มูลค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
“จันทิมา สำเนียงงาม” หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. อธิบายถึงนวัตกรรม Food Surplus Credit ซึ่งเป็นการเปลี่ยนความดีจากการบริจาคอาหารให้กลายเป็นตัวเลขที่วัดผลได้จริงทางวิทยาศาสตร์
“วิธีการดั้งเดิมในการจัดการอาหารส่วนเกินที่เหลือคือการส่งไปฝังกลบ ซึ่งเป็นวิธีที่เลวร้ายที่สุดเนื่องจากก่อให้เกิดก๊าซมีเทนที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า เราจึงพัฒนาวิธีประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างระเบียบวิธี T-VER สำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินขึ้นมา โดยประกาศใช้จริงเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา”
หลักการคำนวณคาร์บอนเครดิตสุทธิ (ER) ภายใต้ระเบียบวิธีนี้ใช้สูตร ER = BE - PE - LE ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- BE (Baseline Emission): ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการไม่ต้องนำอาหารไปฝังกลบ
- PE (Project Emission): ก๊าซที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินโครงการ เช่น พลังงานไฟฟ้าที่ใช้แช่แข็งอาหาร หรือค่าน้ำมันจากการขนส่ง
- LE (Leakage Emission): ผลกระทบจากขยะบรรจุภัณฑ์หรืออาหารที่เหลือทิ้งจากการแจกจ่าย
นอกจากนี้ “จันทิมา” เปิดเผยว่าโครงการกำลังยกระดับมาตรฐานนี้สู่ระดับภูมิภาค โดยได้ลงนาม MOU ร่วมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อนำระเบียบวิธีของประเทศไทยไปประยุกต์ใช้ในระดับเอเชีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในราคาที่สูงขึ้นและขยายขอบเขตการทำงานให้กว้างขวางขึ้น”
ก้าวต่อไปของ Thailand's Food Bank
โครงการ Thailand's Food Bank และ Food Surplus Credit ไม่เพียงแต่เป็นโครงการเพื่อการกุศล แต่เป็นการสร้าง “มูลค่าคาร์บอนใหม่” ที่เชื่อมโยงมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงงานวิจัยของ สวทช. แต่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการแก้กฎหมาย ภาคเอกชนในการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการทำ CSR สู่ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และภาคประชาชนที่เป็นอาสาสมัครตัวกลาง
ด้วยเป้าหมายการกอบกู้อาหาร 20,000 ตันต่อปี และการขยายผลสู่ 30 จังหวัดภายในปี 2571 ประเทศไทยกำลังสร้างโมเดลธนาคารอาหารที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมกับดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางไปพร้อมกันอย่างไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สำหรับองค์กรหรือผู้ที่สนใจร่วมโครงการนำร่องในปี 2570 สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ทีมวิจัย สวทช. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง



