การที่ไทยไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์เพียงพอ ทำให้ต้องจ่ายค่าบริการดิจิทัลให้ต่างชาติเป็นมูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของเงินรั่วไหลกว่าแสนล้านบาท
KEY POINTS
- กัลฟ์เปรียบเทียบดาต้าเซ็นเตอร์เป็น "โรงกลั่นน้ำมันยุค AI" ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยลดการขาดดุลบัญชีบริการและป้องกันเงินไหลออกนอกประเทศ
- การที่ไทยไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์เพียงพอ ทำให้ต้องจ่ายค่าบริการดิจิทัลให้ต่างชาติเป็นมูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของเงินรั่วไหลกว่าแสนล้านบาท
- ชี้แจงว่าแม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะจ้างงานโดยตรงน้อย แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจมหภาคในการรักษาเสถียรภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้อยู่ในประเทศ
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผู้คนเกือบทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ แต่สิ่งที่มักตามมาคู่กันคือความกังวลและกระแสต่อต้านการสร้าง "ดาต้าเซ็นเตอร์" (Data Center) ในประเทศไทย จากประเด็นนี้
หยุดดราม่าจ้างงานน้อย เปรียบเป็น "โรงกลั่นน้ำมัน" รักษาเสถียรภาพประเทศ
สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้เปิดเผยแง่มุมที่น่าสนใจในงาน Bangkok Business Summit 2026 ช่วงเสวนา หัวข้อ Powering Thailand’s Next Growth Cycle: Efficient Energy & Low Carbon Infrastructure ว่า หลายคนมักมองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการลงทุนที่ใช้เงินมหาศาลแต่จ้างงานจริงเพียงแค่ 30-50 คนเท่านั้น แต่นายสมิทธ์ชี้ให้เห็นภาพกว้างว่า ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยต้องเผชิญกับการขาดดุลบัญชีบริการ (Country Service Account Deficit) สูงถึงราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเมื่อหักค่าขนส่งสินค้าและค่าเบี้ยประกันภัยออกไปแล้ว พบว่ากว่า 1 ใน 3 ของเงินจำนวนนี้ คือค่าบริการดิจิทัลที่คนไทยจ่ายออกไปทุกๆ เดือน
สมิทธ์เปรียบเทียบดาต้าเซ็นเตอร์ไว้อย่างเห็นภาพว่า มันทำหน้าที่คล้ายกับ "โรงกลั่นน้ำมัน"
"แม้ประเทศเราจะผลิตน้ำมันดิบได้น้อยมาก แต่การมีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศช่วยสร้างความมั่นคงและรักษาคุณค่าส่วนเพิ่ม (Value Added) ของห่วงโซ่มูลค่าให้อยู่ในประเทศ"
เช่นเดียวกับดาต้าเซ็นเตอร์ หากไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้รองรับ ในอนาคตที่เราใช้ AI กันมากขึ้น เราก็จะต้องจ่ายค่าบริการดิจิทัลออกนอกประเทศจนตัวเลขขาดดุลนี้บานปลายยิ่งขึ้น การดึงโครงสร้างพื้นฐานนี้เข้ามาจึงเป็นการช่วยเซฟเงินและรักษาคุณค่าส่วนเพิ่มให้อยู่ในไทย
ถอดรหัสความกลัว ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด
สำหรับประเด็นที่สื่อหรือสังคมบางส่วนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น การจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองในพื้นที่ สมิทธ์อธิบายเพื่อปรับความเข้าใจใหม่ของสังคม (Public Perception) ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แท้จริงแล้วก็คือ "ห้องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มาวางรวมกัน" เป็นเพียงโถงปรับอากาศที่ใช้เก็บคอมพิวเตอร์เท่านั้น
ส่วนเรื่องการสำรองน้ำมันดีเซลเพื่อปั่นไฟสำรองนั้น สมิทธ์ ฝากคำถามชวนคิดว่า อาคารขนาดใหญ่อย่างห้างสรรพสินค้า ศูนย์ประชุม หรือแม้กระทั่ง "โรงพยาบาล" มีการเก็บน้ำมันดีเซลสำรองไว้ในอาคารหรือไม่? คำตอบคือ "เก็บแน่นอน" เพราะหากเกิดไฟดับในโรงพยาบาลที่มีคนไข้ในห้อง ICU มันอาจหมายถึงชีวิตและความตาย ดาต้าเซ็นเตอร์เองก็เช่นกันที่ต้องการเสถียรภาพทางพลังงานตลอด 24 ชั่วโมง อาคารเหล่านี้จึงไม่ได้มีความน่ากลัวไปกว่าห้างสรรพสินค้าหรือโรงพยาบาลเลยหากเราเข้าใจการทำงานของมัน
กัลฟ์สปีดแผนพลังงานสะอาด 65% รับเทรนด์ Direct PPA
ทางด้านแผนพลังงานและโอกาสการลงทุนของกัลฟ์ สมิทธ์ระบุว่าหากได้รับการสนับสนุนและนโยบายที่มั่นคงจากภาครัฐ บริษัทก็พร้อมที่จะลงทุนอย่างเต็มที่ทั้งในส่วนดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้แผนพัฒนาพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ฉบับใหม่ที่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 12,000 เมกะวัตต์ โดยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) มากกว่า 65% ซึ่งกัลฟ์พร้อมที่จะสนับสนุนแผนงานนี้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ นโยบายอย่าง Direct PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) จะช่วยเปิดโอกาสให้กัลฟ์สามารถลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อส่งไฟฟ้าสีเขียวป้อนให้กับดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลและยังตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน อีกทั้ง ปัจจุบันยังมีการทำงานร่วมกับ Google อย่างใกล้ชิดเพื่อนำกิจกรรมแบรนด์ต่างๆ เข้ามาในประเทศหลังจากรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานของเราแข็งแกร่งแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรการใช้งาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ (Productivity) ก็จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยจึงต้องรีบวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่วันนี้




