“เอกนัฏ” ชี้วิกฤตพลังงานบีบไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลไม่กู้หากไม่วิกฤตจริง ชูดึงเงินโรงกลั่นลดราคาน้ำมัน หนุนโซลาร์ประชาชน ปลดแอกไทยจากการพึ่งพานำเข้าเชื้อเพลิง
วันนี้(26 ส.ค. 2569) เวลา 17.35 น. ที่อาคารรัฐสภา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
นายเอกนัฏกล่าวว่า หากไม่จำเป็น รัฐบาลไม่ต้องการกู้เงินในช่วงเวลานี้ โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนพลังงานผันผวนรุนแรง ราคาน้ำมันดิบจากระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขยับขึ้นเป็น 80-90 เหรียญ และบางช่วงสูงกว่า 100 เหรียญ ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้เลือกแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินอย่างเดียว เพราะหากลดภาษีสรรพสามิต ก็เท่ากับลดรายได้รัฐ หรือหากใช้กองทุนน้ำมัน ก็เป็นการดึงเงินผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาอุดหนุนราคาปัจจุบัน สุดท้ายย่อมกลับมาสู่ภาระการกู้เงินอยู่ดี ทำให้รัฐบาลจึงเลือกใช้มาตรการเชิงนโยบาย โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมัน เรียกข้อมูลจากโรงกลั่น ตรวจสอบผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ และนำกลับมาช่วยลดราคาหน้าปั๊ม รวมแล้ว 17,442 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลไกที่ไม่เคยใช้มาก่อน
นายเอกนัฏ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานยังเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมันที่สืบทอดความไม่เป็นธรรมมายาวนาน ทั้งการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าสูญเสีย ค่าปรับคุณภาพ และค่าสำรองน้ำมันบางส่วนที่กลายเป็นต้นทุนแฝงในระบบ เพื่อลดภาระประชาชนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% เท่ากับนำความมั่นคงทางพลังงานและชีวิตประชาชนไปผูกกับสถานการณ์นอกประเทศ รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพจากเอทานอลและไบโอดีเซล ซึ่งผลิตจากสินค้าเกษตรในประเทศ
นายเอกนัฏ กล่าวว่า การส่งเสริม B20 และ E20 ช่วยลดต้นทุนแบบมุ่งเป้าให้ภาคขนส่ง รถบรรทุก และไรเดอร์ ขณะเดียวกันทำให้เกษตรกรไทยมีบทบาทเหมือนเจ้าของแหล่งพลังงานของประเทศ เพราะพืชผลทางการเกษตรสามารถแปลงเป็นเชื้อเพลิงและเป็นทุนสำรองด้านพลังงานได้
ด้านไฟฟ้า ไทยยังต้องนำเข้า LNG ประมาณ 30% เพื่อผลิตไฟฟ้า เมื่อเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง ราคาจึงกระทบต้นทุนทันที แต่รัฐบาลได้ลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก เหลือหน่วยละ 3 บาทสำหรับทุกครัวเรือน และดึงค่าไฟทางออกจากบิลประชาชน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดแบบ Adder ที่มีราคาสูงเกินจริง จัดระเบียบ Data Center ไม่ให้ภาระต้นทุนไฟฟ้าตกกับประชาชน และเปิดตลาดซื้อขายไฟสะอาดแบบตรงให้ทุกอุตสาหกรรมแข่งขันกันได้ ไม่ผูกขาดอยู่กับทุนรายใหญ่
นายเอกนัฏ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานเตรียมออกแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ระยะ 25 ปี ภายในเร็ว ๆ นี้ เพื่อวางกรอบเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงและควรใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด
โดยเงินกู้ส่วนนี้ไม่ได้มีเป้าหมายให้ทุนใหญ่แย่งโควตาพลังงานสะอาดเหมือนที่ผ่านมา แต่จะนำไปลงทุนให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า โดยรัฐติดตั้งโซลาร์เซลล์ ยืมหลังคาหรือพื้นที่เอาแผงโซลาร์ไปติดให้ จากนั้นรัฐก็รับซื้อไฟเขาก็นำรายได้มาผ่อนคืน และเมื่อครบเงื่อนไขแผงโซลาร์เหล่านั้นก็กลายเป็นโรงไฟฟ้าของประชาชน
นายเอกนัฏย้ำว่า เงินกู้ไม่ได้ใช้เพื่อซื้อของแจก หรือทำโครงการที่เปิดช่องเงินทอน แต่เป็นการลงทุนสร้างโอกาส ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และปลดล็อกระบบพลังงานที่ผูกขาดมายาวนาน ทุกบาทต้องใช้ด้วยความสุจริต เพื่อให้ประชาชนไทยได้พึ่งพาตนเองและได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง
"พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ ให้ประชาชนได้ประโยชน์จากระบบใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ผลประโยชน์กระจุกอยู่ในกลุ่มทุนพลังงานแบบเดิม ผมขอคะแนนเสียงจากเพื่อนสมาชิกทุกท่านในวันนี้ ขอให้คิดถึงประชาชนที่กำลังรอโครงการเหล่านี้อยู่ วันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะดึงผลประโยชน์จากทุนที่ผูกขาดในระบบมาเป็นเวลานาน เป็นโอกาสที่จะล้มยักษ์ที่มาบังแดด บังความเจริญ บังโอกาส และเบียดบังรายได้ของประชาชน ผมรับปากว่าเงินก้อนนี้จะถูกใช้ทุกบาททุกสตางค์ด้วยความสุจริต และเพื่อโอกาสของประชาชนไทยทุกคน” นายเอกนัฏกล่าว



