วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

ก.พลังงานย้ำ ไทยพร้อมรับ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ มีพลังงานสำรองพอ เดินหน้าสู่ Net Zero 2050

ปลัดพลังงานเผยไทยมีพลังงานสำรอง 10,000 MW พร้อมรับดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ดันพลังงานสะอาดและ SMR หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน

KEY POINTS

  • กระทรวงพลังงานยืนยันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองส่วนเกินกว่า 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมรองรับการลงทุนของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ได้ทันที
  • ไทยยังคงมุ่งมั่นสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยจะเร่งผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและเตรียมประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่
  • มีแผนลงทุน 3-5 แสนล้านบาทเพื่อยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า เพิ่มระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และพิจารณาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

ในเวทีเสวนา “Building Thailand's Next Growth Engine: Climate-Resilient Infrastructure for Future Industries - 1 Panel 1: Powering Thailand's Next Growth Cycle: Efficient Energy & Low Carbon Infrastructure” จากงาน Bangkok Business Summit 2026 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พูดถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศไทยจำเป็นต้องผลิตพลังงานให้เพียงพอ และมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมและการลงทุนยุคใหม่เข้าสู่ประเทศ โดย ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และนโยบาย เพื่อนำพาประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคง

ดร.ประเสริฐ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยโชคดีอย่างยิ่งที่มีปริมาณพลังงานสำรองที่เพียงพออย่างล้นเหลือ โดยมีกำลังการผลิตส่วนเกินถึงประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งพร้อมจะรองรับและตอบสนองต่อความต้องการใช้งานพลังงานมหาศาลของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ได้ในทันที

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้รับคำขออนุมัติปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์แล้วราว 50 แห่ง แต่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการคัดกรองอย่างรอบคอบ เลือกสรรเฉพาะโครงการที่มีจริง และสามารถสร้างมูลค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ 

“ผมภูมิใจมากที่ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. สามารถร่วมมือกันให้บริการระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในระดับสูงสุด นี่คือเสน่ห์ สำคัญในการดึงดูดกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ให้เข้ามาลงทุน และเราจะยังคงรักษามาตรฐานความมั่นคงระดับสูงนี้ไว้ต่อไป”

แม้จะสนับสนุนการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ประเทศไทยก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการก้าวสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งนับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับภาคการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคไฟฟ้าลงราว 80% ซึ่งเท่ากับต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซให้เหลือ 19 ล้านตัน จากที่ปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 100 ล้านตัน ทำให้ภาครัฐต้องเร่งผลักดันพลังงานสะอาดรูปแบบต่าง ๆ และเปิดกว้างการปรับปรุงข้อกำหนดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนที่ต้องการพลังงานหมุนเวียน

ดร.ประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงพลังงานเตรียมประกาศ “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย” (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งแผน PDP จะเป็นโรดแมปที่สำคัญสำหรับการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของไทย เพื่อรับมือกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยเตรียมอัปเกรดระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัยและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยประสบปัญหาไฟฟ้าดับหรือไฟตก ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรป 

อีกทั้ง ในแผนการดำเนินงานยังระบุถึงเป้าหมายการจัดหาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ถึง 50 กิกะวัตต์ควบคู่ไปกับการขยายโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับในอีกหลายพื้นที่ โดยหน่วยงานพลังงานได้วางแผนจัดสรรงบประมาณลงทุนรวมประมาณ 300,000-500,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการความไม่แน่นอนและรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้าอย่างครอบคลุม

ก.พลังงานย้ำ ไทยพร้อมรับ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ มีพลังงานสำรองพอ เดินหน้าสู่ Net Zero 2050

ขณะเดียวกัน ภาครัฐพยายามจะผสมผสานเชื้อเพลิงรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ ลม พลังงานกักเก็บ ชีวมวล และก๊าซธรรมชาติ เพื่อควบคุมค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมเน้นย้ำว่า “ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องลงไปแข่งขันด้วยการตัดราคาค่าไฟฟ้าให้ต่ำที่สุด เพื่อแย่งชิงนักลงทุน เพราะนั่นจะสร้างภาระอันหนักอึ้งให้แก่ส่วนรวม ในการจัดหาพลังงานพรีเมียมที่มีเสถียรภาพสูงระดับนี้”

นอกจากพลังงานหมุนเวียนทั่วไปแล้ว ดร.ประเสริฐ ยังเปิดเผยถึงเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกสำคัญอย่าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก” (SMR) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะตอบโจทย์ความต้องการพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมงที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูง โดยตั้งเป้าหมายการสร้างโรงไฟฟ้า SMR ยูนิตแรกขนาด 200 เมกะวัตต์ภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า และหากโครงการนี้ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากภาคประชาชนอย่างราบรื่น ประเทศไทยก็พร้อมขยายกำลังผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบนี้เพิ่มขึ้นเป็น 9 กิกะวัตต์ในอนาคต

ในช่วงท้ายของการเสวนา ปลัดกระทรวงพลังงานได้ฝากประเด็นสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานขนาดใหญ่นี้ จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลซึ่งต้องอาศัยกลไกการสนับสนุนจากภาคการเงิน ธนาคาร และการลงทุนจากภาคเอกชน 

ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเร่งวางกรอบนโยบายและระเบียบปฏิบัติที่โปร่งใส ชัดเจน และยืดหยุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ร่วมทุนว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล ควบคู่ไปกับการเร่งทำความเข้าใจและขอความร่วมมือจากชุมชนโดยรอบในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ เพื่อจัดสรรพลังงานหมุนเวียนในอนาคต

ก.พลังงานย้ำ ไทยพร้อมรับ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ มีพลังงานสำรองพอ เดินหน้าสู่ Net Zero 2050