ไทยยูเนียนนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ประโยชน์จากปลาทูน่าทั้งตัว เพื่อลดขยะอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนชิ้นส่วนเหลือทิ้งอย่างหนัง กระดูก และหัวปลาทูน่า มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารระดับพรีเมียม
KEY POINTS
- ไทยยูเนียนนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ประโยชน์จากปลาทูน่าทั้งตัว เพื่อลดขยะอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่ม
- เปลี่ยนชิ้นส่วนเหลือทิ้งอย่างหนัง กระดูก และหัวปลาทูน่า มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารระดับพรีเมียม
- ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูป ได้แก่ คอลลาเจนจากหนังปลา แคลเซียมจากกระดูก และน้ำมันปลาจากหัวปลา
- โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ความยั่งยืน “SeaChange” ที่มุ่งลดขยะอาหารและขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์
เมื่อมหาสมุทรกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ และขยะอาหารกลายเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 10% ของโลก ไทยยูเนียน (Thai Union) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก จึงก้าวเข้ามาเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity) พลิกแพลงชิ้นส่วนเหลือทิ้งจากปลาทูน่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่างคอลลาเจน แคลเซียม และน้ำมันปลา พร้อมลุยกลยุทธ์ “SeaChange” มุ่งมั่นลดขยะอาหารและขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ทั่วโลก
อดัม เบรนนัน ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวในงาน "Circular Economy in Action" ว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยเน้นย้ำว่ามหาสมุทรเป็นหัวใจสำคัญของประชากรโลกกว่า 600 ล้านคนที่พึ่งพาเพื่อการดำรงชีพ และผู้คนกว่า 3,000 ล้านคนที่พึ่งพิงโปรตีนจากทะเล ทว่าระบบอาหารโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาอาหารขยะที่มีการสูญเสียสูงถึง 1,000 ล้านมื้อในแต่ละวันทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งมีส่วนสร้างก๊าซเรือนกระจกเกือบ 10% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดทั่วโลก
ปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย “เศรษฐกิจหมุนเวียน”
อัปไซเคิลปลาทูน่าทั้งตัว เพื่อแก้ไขปัญหานี้และลดแรงกดดันต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ไทยยูเนียนได้นำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปฏิวัติการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด ผ่านแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มจากปลาทูน่าตัวเดียว (Material Utilization) โดยเนื้อสีขาวจะถูกนำไปทำเป็นอาหารกระป๋องสำหรับมนุษย์ภายใต้แบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง "ซีเล็ค" (SEALECT) เนื้อส่วนอื่นจะถูกส่งต่อไปยัง บริษัท ไอ-เทล (i-Tail) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูงเพื่อสุขภาพที่ดี
ความน่าทึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ชิ้นส่วนที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะหรือของเหลือทิ้ง ได้ถูกนำมาแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมเพื่อเปิดช่องทางเติบโตใหม่ทางธุรกิจ ได้แก่
- กระดูกปลา นำมาบดละเอียดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมอาหารสำหรับมนุษย์
- หนังปลา ซึ่งอุดมไปด้วยคอลลาเจน ถูกนำไปใช้ผลิตคอลลาเจนเสริมอาหารยอดนิยม
- หัวปลา ซึ่งอุดมด้วยน้ำมันปลาและโอเมก้า 3 นำมาสกัดเป็นน้ำมันปลาเสริมอาหารพรีเมียม
เดินหน้ากลยุทธ์ SeaChange 2030 มุ่งสู่โรงงานสะอาดไร้ขยะ
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหนึ่งใน 5 เสาหลักของกลยุทธ์ความยั่งยืน “SeaChange” ที่ตั้งเป้าหมายอันทะเยอทะยานไปสู่ปี 2030 (พ.ศ. 2573) ร่วมกับเสาหลักอื่น ๆ อย่างสิทธิมนุษยชนและแรงงาน สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การรับมือกับสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ
ไทยยูเนียนตั้งเป้าให้โรงงานขนาดใหญ่ที่สุด 5 แห่ง บรรลุการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ (Zero Food Loss) ไม่มีขยะไปบ่อฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) และไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกภายนอก (Zero Wastewater Discharge) ปัจจุบันบริษัทประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยการจัดตั้งโรงงานอาหารทะเลแห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาครที่ปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ (Zero Liquid Discharge) ได้สำเร็จ นอกจากนี้ ในบรรดาโรงงานผลิตกว่า 20 แห่งทั่วโลก โรงงานส่วนใหญ่สามารถบรรลุเป้าหมายส่งขยะไปฝังกลบเป็นศูนย์ ด้วยการนำของเหลือกลับมาอัปไซเคิล เช่น การนำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียไปทำปุ๋ยบำรุงดิน การนำขี้เถ้าจากหม้อต้มน้ำไปผลิตเป็นอิฐคอนกรีต หรือการนำเศษอาหารที่เหลือส่งต่อไปในห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์
ใส่ใจตรวจสอบย้อนกลับ บรรจุภัณฑ์ และชีวิตผู้คน นอกเหนือจากความสำเร็จในโรงงานแล้ว ไทยยูเนียนยังสร้างมาตรฐานความโปร่งใส โดยกว่า 99% ของปลาทูน่าที่จัดหามานั้นมาจากแหล่งที่ทำประมงอย่างรับผิดชอบและได้รับการรับรองจากภายนอก พร้อมนำนวัตกรรม AI และกล้องอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยติดตามการทำงานบนเรือประมงเพื่อยืนยันการทำประมงอย่างรับผิดชอบ ในด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทยังได้พัฒนาถุงเพาช์แบบวัสดุชนิดเดียว (Mono-material pouch) ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% สำเร็จเป็นรายแรก ๆ ของอุตสาหกรรม ส่งผลให้ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ในเครือกว่า 90% สามารถรีไซเคิลได้แล้ว
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไทยยูเนียนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 29% ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจดูแล “ผู้คน” ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญหลังม่านอุตสาหกรรม โดยมีโครงการร่วมมือกับ Fair Trade นำรายได้ส่วนต่าง (Premium) กลับมาสนับสนุนโครงการชุมชนในไทย ตลอดจนการทำข้อตกลงติดตั้งระบบ Wi-Fi บนเรือประมงเพื่อช่วยให้ชาวประมงสามารถติดต่อครอบครัวและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อต้องออกทะเลเป็นเวลานาน
การเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนอันทรงพลัง (Force for Change) ที่ไม่เพียงแต่ยกระดับองค์กร แต่ยังช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลกให้ก้าวสู่ความรับผิดชอบและความยั่งยืนที่แท้จริง





