สภาวะความผันผวนทางธรณีวิทยาของโลกในช่วงครึ่งปีแรกต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสที่สามของปี 2026 ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด 'กรุงเทพธุรกิจ' เช็กและรวบรวมข้อมูลของ สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Geological Survey: USGS) ถึงจำนวนการเกิดแผ่นดินไหวที่มีขนาดตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2026 (23:59:59) พบว่าทั่วโลกเผชิญกับเหตุการณ์สั่นสะเทือนรุนแรงรวมทั้งสิ้น 91 ครั้ง
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของเปลือกโลกที่ยังคงมีการปรับตัวและปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่รอยต่อแผ่นธรณีภาคสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของประชากรในหลายภูมิภาค
10 อันดับ ขนาดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดปี 2026
(ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2026 เวลา 23:59:59)
- ขนาด 7.8 วันที่ 7 มิ.ย. Kablalan ประเทศฟิลิปปินส์
- ขนาด 7.7 วันที่ 14 ส.ค. Ende ประเทศอินโดนีเซีย
- ขนาด 7.5 วันที่ 24 มี.ค. Neiafu ประเทศตองกา, วันที่ 24 มิ.ย. Catia La Mar ประเทศเวเนซุเอลา
- ขนาด 7.4 วันที่ 1 เม.ย. Bitung ประเทศอินโดนีเซีย, วันที่ 20 เม.ย. Miyako ประเทศญี่ปุ่น, วันที่ 10 ส.ค. ซาน โฮเซ เดล ปัลมาร์ ประเทศโคลอมเบีย
- ขนาด 7.3 วันที่ 30 มี.ค. Luganville ประเทศวานูอาตู, วันที่ 17 ก.ค. Puerto Madero ประเทศเม็กซิโก
- ขนาด 7.2 วันที่ 24 มิ.ย. San Felipe ประเทศเวเนซุเอลา
- ขนาด 7.1 วันที่ 22 ก.พ. Kota Belud ประเทศมาเลเซีย
- ขนาด 6.9 วันที่ 25 พ.ค. Calama ประเทศชิลี, วันที่ 24 มิ.ย. Kuji ประเทศญี่ปุ่น, วันที่ 15 ส.ค. Pematangsiantar ประเทศอินโดนีเซีย
- ขนาด 6.8 วันที่ 28 ก.ค. Kumamoto ประเทศญี่ปุ่น
- ขนาด 6.7 วันที่ 15 พ.ค. Ōfunato ประเทศญี่ปุ่น, วันที่ 16 มิ.ย. SE of Palu ประเทศอินโดนีเซีย
12 ประเทศเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6 ขึ้นไป ถี่ที่สุด ปี 2026
(ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2026 เวลา 23:59:59)
- ฟิลิปปินส์ — 9 ครั้ง
- ญี่ปุ่น — 7 ครั้ง
- รัสเซีย — 5 ครั้ง
- อินโดนีเซีย — 5 ครั้ง
- ตองกา — 5 ครั้ง
- ชิลี — 4 ครั้ง
- วานูอาตู — 3 ครั้ง
- ฟิจิ — 3 ครั้ง
- เวเนซุเอลา — 2 ครั้ง
- นิวซีแลนด์ — 2 ครั้ง
- อิตาลี — 2 ครั้ง
- สหรัฐฯ — 4 ครั้ง (อลาสกา 3 + ออริกอน 1)
พื้นที่เฝ้าระวัง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอเมริกาใต้
จากการตรวจสอบสถิติตั้งแต่ต้นปี 2026 พบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางธรณีวิทยาสูงที่สุด ดังนี้
- เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด ประเทศฟิลิปปินส์: เผชิญกับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 9 ครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดในโลก มีขนาดถึง 7.8 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน บริเวณ 25 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคาบลาลัน ที่ความลึก 57 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ขนาด 6.5 วันที่ 8 มิถุนายน กระจายตัวอยู่ในบริเวณเมืองบาลังโกนัน และ 6.4 วันที่ 10 มกราคม ในจังหวัดซารังกานี อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เป็นต้น
- แผ่นดินไหวซ้อน ประเทศเวเนซุเอลา: เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่สองครั้งติดต่อกันในเวลาไล่เลี่ยกัน (แมกนิจูด 7.5 และ 7.2) บริเวณชายฝั่งเวเนซุเอลา ที่เมืองกาเตียลามาร์ และซันเฟลิเป สร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างในอเมริกาใต้
- อินโดนีเซีย: หนึ่งในประเทศที่ตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟ พบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 5 ครั้ง กระจายหลายจุด โดยครั้งล่าสุดที่รุนแรงที่สุดเกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ทางตอนเหนือของเอนเด ขนาด 7.7 และก่อนหน้านี้ในวันที่ 1 เมษายน เกิดเหตุขนาด 7.4 บริเวณเมืองบิตุง รวมถึงเหตุการณ์ขนาด 6.7 ที่เมืองปาลู วันที่ 16 มิถุนายน
- แผ่นดินไหวขนาดใหญ่สม่ำเสมอ ประเทศญี่ปุ่น: แม้จะมีการออกแบบอาคารที่รองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี แต่ยังคงพบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 7 ครั้ง เช่น ขนาด 7.4 บริเวณมิยาโกะ วันที่ 20 เมษายน และเหตุการณ์ในภูมิภาคคุมาโมโตะขนาด 6.8 ในเดือนกรกฎาคม
- อเมริกาใต้จุดจับตา: ประเทศเม็กซิโก พบเหตุการณ์ขนาด 7.3 บริเวณย่านเปอร์โตมาเดโร ในเดือนกรกฎาคม และขนาด 6.5 ที่เขต ซันมาร์โกส ตั้งแต่ต้นปี
- ประเทศหมู่เกาะ ตองกา: พบเหตุการณ์ขนาด 7.5 บริเวณตะวันตกของเมืองเนยาฟู วันที่ 27 มีนาคม
ในด้านของภัยพิบัติที่อาจตามมาอย่างสึนามิ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาดใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิเสมอไป ปัจจัยตัดสินอยู่ที่ตำแหน่ง ความลึก กลไกการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน และที่สำคัญที่สุดคือการมีการยกตัวหรือทรุดตัวในแนวดิ่งของพื้นทะเลอย่างฉับพลัน ซึ่งจะทำให้มวลน้ำมหาศาลเคลื่อนตัวออกจากจุดกำเนิด
พลวัตเปลือกโลก ความถี่และรูปแบบการกระจายตัว
ข้อมูลจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH) ระบุว่าปรากฏการณ์แผ่นดินไหวส่วนใหญ่ของโลกในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะสุ่ม แต่มีการกระจุกตัวอย่างชัดเจนตามแนวรอยต่อแผ่นธรณีภาค พื้นที่เหล่านี้เป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกเกิดการปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการชนกัน การมุดตัว การแยกออกจากกัน หรือการเลื่อนผ่านกันในแนวราบ
การสะสมความเครียดตามแนวรอยเลื่อนเหล่านี้เมื่อถึงจุดวิกฤติจะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของคลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งบริเวณวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิกถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางธรณีวิทยาที่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวบ่อยครั้งกว่าพื้นที่ภายในแผ่นธรณีภาค
นัยสำคัญด้านความเสี่ยงต่อประเทศไทย
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น บริเวณฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากไทยประมาณ 3,373 กิโลเมตร ได้รับการประเมินแล้วว่าไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อไทย ประชาชนจึงไม่ควรตื่นตระหนกหรือดำเนินการอพยพโดยไม่มีประกาศจากหน่วยงานทางการ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวที่เกิดภายในประเทศ เนื่องจากมีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังถึง 16 กลุ่ม กระจายอยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และบางส่วนของภาคใต้
นอกจากนี้ พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งเป็นพื้นที่ดินอ่อนหรือพื้นที่ลุ่ม มีคุณสมบัติในการขยายสัญญาณการสั่นสะเทือนได้ดี ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บนอาคารสูงอาจรับรู้ถึงการแกว่งตัวจากแผ่นดินไหวที่มีศูนย์เกิดอยู่ในระยะไกลได้ชัดเจนกว่าปกติ
การเตรียมพร้อม
วช. และ EARTH แนะ การเตรียมพร้อมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความสูญเสีย โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ดังนี้
- การปฏิบัติตนขณะเกิดเหตุ: ให้ยึดหลัก "หมอบ–ป้อง–เกาะ" โดยหมอบลงกับพื้น หลบใต้โต๊ะที่แข็งแรงเพื่อป้องกันศีรษะและลำคอ และยึดเกาะไว้จนกว่าแรงสั่นจะหยุด หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์และไม่วิ่งกรูไปยังบันไดขณะอาคารกำลังสั่น
- ความปลอดภัยในอาคารสูง: ผู้อยู่บนอาคารสูงควรตั้งสติและไม่ตื่นตระหนกกับการแกว่งตัวของอาคาร เนื่องจากอาคารสูงมักตอบสนองต่อคลื่นแผ่นดินไหวคาบยาวได้นานกว่าอาคารทั่วไป ควรอยู่ห่างจากกระจกและวัตถุแขวน และตรวจสอบโครงสร้างอาคารก่อนกลับเข้าใช้งาน
- สัญญาณเตือนสึนามิ: ประชาชนในบริเวณชายฝั่งอันดามันต้องสังเกตสัญญาณธรรมชาติ เช่น การสั่นสะเทือนที่รุนแรงหรือยาวนาน การลดลงหรือเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอย่างผิดปกติ หรือเสียงคำรามจากทะเล หากพบสัญญาณเหล่านี้ให้รีบเคลื่อนย้ายไปยังที่สูงทันทีโดยไม่รอประกาศเตือน
- การเตรียมความพร้อมระดับครัวเรือน: ควรจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน ที่มีน้ำ อาหาร ยา และเอกสารสำคัญให้พร้อมสำหรับอย่างน้อย 72 ชั่วโมง รวมถึงการยึดติดเฟอร์นิเจอร์หนักเข้ากับผนังบ้านเพื่อป้องกันการล้มทับ
หมายเหตุ: ในเชิงวิชาการ มาตราที่ใช้ในการวัดขนาดของแผ่นดินไหว (Magnitude) ในปัจจุบันสำหรับเหตุการณ์ขนาดใหญ่คือ มาตราโมเมนต์แมกนิจูด (Moment Magnitude Scale หรือ Mw) ซึ่งให้ค่าที่แม่นยำกว่ามาตราริกเตอร์แบบเดิมในการวัดพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิด



