กฟผ. เดินหน้า “EGAT Green i ปี 3” ดันนวัตกรรมสีเขียวสู่การใช้งานและเชิงพาณิชย์จริง ชูการเปลี่ยนเถ้าลอยและวัตถุพลอยได้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยเฉพาะคอนกรีตคาร์บอนต่ำ มุ่งลดของเสีย ลดคาร์บอน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน
KEY POINTS
- กฟผ. จัดประกวด “EGAT Green i ปีที่ 3” เพื่อผลักดันนวัตกรรมสีเขียวที่สามารถนำไปใช้งานและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง
- มุ่งเน้นการนำวัตถุพลอยได้จากโรงไฟฟ้า เช่น เถ้าลอย มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับตลาดก่อสร้าง โดยเฉพาะคอนกรีตคาร์บอนต่ำ
- มีเป้าหมายเพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
เมื่อโลกกำลังเร่งลดคาร์บอน แต่นวัตกรรมยังติดอยู่บนหิ้ง เป็นอุปสรรค์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว กฟผ. จึงเดินหน้าปลุกเวที “EGAT Green i ปีที่ 3” เปลี่ยนโจทย์จากการประกวดแนวคิด สู่การสร้าง Innovation Ecosystem ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า “นวัตกรรมสีเขียวทำได้จริง ใช้ได้จริง และขายได้จริง” ตั้งแต่การเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้าให้กลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง ไปจนถึงการพัฒนาคอนกรีตคาร์บอนต่ำที่ลดการพึ่งพาปูนซีเมนต์ พร้อมดันผลงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและตลาดจริง เพื่อเร่งเครื่องประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย Net Zero
วิสัยทัศน์ผู้ว่าการ กฟผ.
“นรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในปัจจุบันไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์พัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหาและสร้างคุณค่าได้จริง
“EGAT Green i ปีที่ 3 ไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”
โดย กฟผ. พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและสตาร์ทอัพสู่ตลาดผ่านการสนับสนุนทุนพัฒนาต้นแบบและการทำ Industrial Validation เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมเหล่านั้นจะก้าวพ้นจากแนวคิดสู่การใช้งานจริง
ชู 3 พลัง Innovation–Idea–I
"ศิริวัฒน์ เจ็ดสี" รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ความมั่นคงทางพลังงานต้องเดินควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดย กฟผ. ได้นำแนวคิด Circular Economy มาประยุกต์ใช้ต่อเนื่องกว่า 5 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดของเสีย และสร้างคุณค่าใหม่ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” พร้อมผลักดัน Innovation Ecosystem ผ่านโครงการ EGAT Green i
ทั้งนี้ EGAT Green i สะท้อนคุณค่า 3 ประการ คือ Innovation แนวคิดใหม่ที่สร้างมูลค่าและทำได้จริง Idea ความคิดสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด และ I หรือตัวเรา ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
สำหรับ Circular Innovation Challenge เป็นโจทย์ที่สอดรับกับเป้าหมายประเทศในการมุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 และการเร่ง Energy Transition ของ กฟผ. ทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การบริหารทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และ Grid Modernization เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านและรักษาความมั่นคงทางพลังงาน
โจทย์สำคัญจากการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว คือ Life Cycle Management การลดของเสียอุตสาหกรรม การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร จึงเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้โจทย์เหล่านี้ โดย กฟผ. พร้อมสนับสนุนผลงานที่มีศักยภาพให้นำไป “ทดลองและปรับใช้จริง” ในพื้นที่ภารกิจของ กฟผ. เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสร้างอนาคตด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
วัตถุพลอยได้ โอกาสธุรกิจสีเขียว
“ทิเดช เอี่ยมสาย” รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า ในอดีตเรื่องสิ่งแวดล้อมอาจถูกมองว่าเป็นต้นทุนหรือข้อจำกัด แต่ปัจจุบันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคือหัวใจของความสามารถในการแข่งขัน
กฟผ. จึงมุ่งเน้นการนำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อันได้แก่ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนัก และยิปซัมสังเคราะห์ มาสร้างคุณค่าใหม่
“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์รวมแล้วประมาณ 28 ล้านตัน สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกือบ 24 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับต้นไม้ประมาณ 2,000 ล้านต้น”
สำหรับโจทย์ Sustainable Concrete ในปีนี้ ต้องการเห็นนวัตกรรมที่ก้าวไปไกลกว่าการทดแทนวัสดุเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี Alkali-Activated Materials (AAM) หรือ Geopolymer เพื่อสร้างคอนกรีตที่ไม่ใช้ปูนซีเมนต์ แต่ต้องพิสูจน์ได้ถึงสมรรถนะ ความปลอดภัย ความทนทาน และความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้จริง
นวัตกรรมหมุนเวียนในองค์กรใหญ่
“นิลภา แพมณี” หัวหน้ากองส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสิ่งแวดล้อม กฟผ. ผู้ดูแลโครงการ Circular Innovation Challenge กล่าวเกี่ยวกับกลไกการนำนโยบาย ESG มาปฏิบัติจริงในองค์กร โดยระบุว่า กฟผ. ได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบ Carbon Intensity จากปี 2021 ลงประมาณ 30% ภายในปี 2030 และกำลังปรับปรุงแผนงานเพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ของประเทศที่ขยับเร็วขึ้นจากเดิม
สำหรับการประกวดในปีนี้ โครงการได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้นจากปีก่อนหน้า โดย 2 ปีแรกเป็นเรื่องของแนวคิดอย่างเดียว แต่ปีนี้เพิ่มทุนพัฒนาต้นแบบ ทีมละ 5,000 บาท เพื่อยืนยันว่านวัตกรรมเหล่านั้นทำได้จริง โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจหมุนเวียน 2 ส่วนคือ Circular for Organization สำหรับใช้ภายใน กฟผ. และ Circular for Society เน้นการนำเศษวัสดุเหลือใช้ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้สังคม เช่น การขายเถ้าลอยให้โรงปูนเพื่อลดการขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติใหม่
ความท้าทายในปีนี้คือ นำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI, IoT และ Data Analytics มาผสานกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ซึ่งจะช่วยให้ กฟผ. บรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน
คอนกรีตไร้ปูน
“ปิยะนันท์ ชูฤทธิ์” หัวหน้ากองธุรกิจนวัตกรรมวัตถุพลอยได้ ฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน กฟผ. ผู้ดูแลโครงการ Sustainable Concrete ให้สัมภาษณ์ว่า นวัตกรรมวัตถุพลอยได้ที่ กฟผ. ใช้คือ เถ้าลอยที่ไม่ผ่านมาตรฐานปูนซีเมนต์ทั่วไป มาทำปฏิกิริยากับสารกระตุ้น ร่วมกับหิน ทราย และน้ำ จนได้คอนกรีตที่มีความแข็งแรงเทียบเท่าคอนกรีตปกติ
“ปกติคอนกรีตจะใช้ปูนเป็นตัวประสาน แต่นวัตกรรมใหม่นี้ใช้เถ้าลอยและสารกระตุ้นทำปฏิกิริยาเคมีแทนปูนซีเมนต์เลย ซึ่งช่วยลด Carbon Footprint ได้สูงสุด”
“ปิยะนันท์” ยังเปิดเผยถึงความยั่งยืนในระยะยาวว่า แม้วันหนึ่งโรงไฟฟ้าแม่เมาะจะเลิกเดินเครื่อง แต่เทคโนโลยีนี้ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้เศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น จากอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาเป็นวัตถุดิบแทนเถ้าลอยได้ เพื่อให้ธุรกิจก่อสร้างในพื้นที่นั้น ๆ เติบโตได้อย่างยั่งยืน
นอกเหนือจากงานคอนกรีต ยังมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอื่น ๆ จากวัตถุพลอยได้ เช่น
- ฮิวมิก (Humic): สกัดจากดินปนถ่าน ซึ่งได้รับรางวัลจากเวทีนวัตกรรมที่เจนีวา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปุ๋ย ทำให้เกษตรกรลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ถึง 60% แต่ได้ผลผลิตเท่าเดิม
- ยิปซัมสังเคราะห์: วัตถุพลอยได้จากกระบวนการกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมไฟเบอร์ซีเมนต์มาอย่างยาวนาน
- โครงการ CCUS: กฟผ. กำลังร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต
ความร่วมมือระดับสากล
ความเข้มแข็งของ EGAT Green i ปีที่ 3 เกิดจากการรวมพลังของ 8 หน่วยงานภาคี ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO), โรงงานอุตสาหกรรม, องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand), สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย, สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.), บริษัท ไทยเซอิ (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด และ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
โครงการนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าร่วมกิจกรรม Boot Camp และ Innovation Clinic เพื่อพัฒนาผลงานให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม
รายละเอียดรางวัล
- โครงการ Circular Innovation Challenge: รางวัลชนะเลิศ 50,000 บาท
- โครงการ Sustainable Concrete: รางวัลชนะเลิศ 100,000 บาท
- รวมเงินรางวัลและทุนพัฒนา: กว่า 325,000 บาท
กฟผ. เชื่อมั่นว่าผลงานจากเวทีนี้จะไม่หยุดอยู่แค่การประกาศรางวัล แต่จะถูกนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจนวัตกรรมหรือโครงการวิจัยที่ใช้งานได้จริงในช่วงต้นปี 2570 เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม





