การแข่งขัน “วิ่งมาราธอน” ทั่วโลก ต้องเปลี่ยนวันแข่งและปรับเวลาปล่อยตัวให้เร็วขึ้น เพื่อความปลอดภัยของนักวิ่ง หลัง “ภาวะโลกร้อน” ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงจนเสี่ยงต่อสุขภาพ
KEY POINTS
- ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันวิ่งมาราธอนทั่วโลกไม่ปลอดภัยสำหรับนักวิ่ง
- ผู้จัดงานหลายแห่งต้องปรับตัวโดยเลื่อนเวลาปล่อยตัวให้เช้าขึ้น หรือย้ายวันแข่งขันไปในช่วงเดือนที่อากาศเย็นกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อน
- กรณีตัวอย่างคือ Twin Cities Marathon ในสหรัฐฯ ที่ต้องยกเลิกการแข่งขันในปี 2023 และตัดสินใจเลื่อนวันจัดงานไปเป็นปลายเดือนตุลาคมอย่างถาวร
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอุณหภูมิที่สูงเกิน 16 องศาเซลเซียสเป็นอันตรายต่อนักวิ่ง และคาดว่าปัญหานี้จะส่งผลกระทบต่อกีฬาประเภทอื่นที่จัดกลางแจ้งด้วย
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น จนทำให้ผู้จัดการแข่งขัน “วิ่งมาราธอน” ทั่วโลก ต้องปรับเวลาปล่อยตัวให้เร็วขึ้น เพื่อรักษาสภาพร่างกายของนักวิ่ง ซึ่งต้องใช้ร่างกายอย่างหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง ขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่เริ่มไม่เหมาะสมกับการวิ่งระยะไกล ถึงขั้นต้องเปลี่ยนวันและเวลาแข่งขัน
พอล กรินวัลด์ส นักวิ่งวัย 68 ปี ผู้พิชิตมาราธอนมาแล้วกว่า 114 ครั้ง ที่จัดขึ้นทั่วทั้ง 50 รัฐของสหรัฐ กล่าวว่า “นักวิ่งมาราธอนล้วนมีความดื้อรั้นเป็นธรรมชาติ ถ้านักวิ่งมีเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว พวกเขามักจะฝืนวิ่งต่อไปแม้ว่าอากาศจะร้อนจัด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่งี่เง่า เพราะสภาพอากาศที่ร้อนเกินกว่า 16 องศาเซลเซียส จะทำให้นักวิ่งต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่เจ็บปวดและอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา “ทวิน ซิตี้ มาราธอน” ที่จัดในเมืองมินนีแอโพลิส และเมืองเซนต์พอล จัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในช่วงต้นเดือนตุลาคมเสมอ แต่ล่าสุดจำเป็นต้องเลื่อนวันแข่งขันไปเป็นปลายเดือนตุลาคม โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป เพราะจากการวิเคราะห์สภาพอากาศอย่างละเอียดพบว่า การเลื่อนการแข่งไปในช่วงปลายเดือนตุลาคมจะช่วยเพิ่มโอกาสให้นักวิ่งได้รับสภาพอากาศที่เหมาะสมกว่าเดิมอย่างมาก
การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นผลจากที่ผู้จัดงานต้องสั่งยกเลิกการแข่งขันในปี 2023 อย่างกะทันหัน เนื่องจากเผชิญกับความร้อนและความชื้นที่พุ่งสูงทำลายสถิติประวัติศาสตร์
เอ็ด วีแธม ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันทวิน ซิตี้ มาราธอน ระบุว่าการตัดสินใจยกเลิกการแข่งในปี 2023 เป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจต่อทั้งตัวนักวิ่งและองค์กรผู้จัดงานเป็นอย่างมาก พร้อมกล่าวถึงการเลื่อนการแข่งขันไปช่วงสิ้นเดือนตุลาคมว่า “เรายอมให้นักวิ่งเริ่มวิ่งที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ดีกว่าต้องเริ่มที่ 21 องศาเซลเซียส”
แนวโน้มการปรับเปลี่ยนวันแข่งขัน กำลังเกิดขึ้นไปทั่วสหรัฐอเมริกา เช่น ซูฟอลส์ มาราธอน ในรัฐเซาท์ดาโคตา ที่ย้ายวันแข่งจากเดือนสิงหาคมไปเป็นเดือนกันยายน ขณะที่สนามสำคัญอื่น ๆ เช่น แอร์ ฟอร์ซ มาราธอน ในรัฐโอไฮโอ, ลิตเติล ร็อก มาราธอน ในรัฐอาร์คันซอ และ ลอง บีช มาราธอน ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ต่างก็ต้องปรับเวลาปล่อยตัวให้เช้าขึ้นเพื่อหนีอากาศร้อน
ส่วนการแข่งขันลอสแอนเจลิส มาราธอน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้จัดงานได้นำมาตรการพิเศษมาใช้โดยเสนอทางเลือกให้นักวิ่งสามารถหยุดวิ่งที่ระยะ 18 ไมล์ (ประมาณ 29 กิโลเมตร) และยังคงได้รับเหรียญรางวัลผู้พิชิต แม้ว่ามาตรการนี้จะถูกวิจารณ์ในโลกออนไลน์อยู่บ้าง แต่สถิติพบว่า มีนักวิ่งไม่ถึง 5% ที่เลือกใช้สิทธิ์นี้ และมีผู้ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพียง 14 คนจากผู้สมัครกว่า 27,000 คน ซึ่งทั้งหมดสามารถกลับบ้านภายในวันเดียวกัน
เม็ก ทรีต โฆษกของการแข่งขันลอสแอนเจลิส มาราธอน กล่าวว่าพวกเขายินดีรับฟังทุกคำวิจารณ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประเมินความสำเร็จของการจัดงานคือความปลอดภัยของผู้เข้าร่วม เธอย้ำว่า “เมื่อเราให้คะแนนตัวเอง สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยของนักวิ่งในวันงาน ซึ่งเราพอใจมากกับผลลัพธ์ที่ออกมา” การประเมินผลโดยเน้นสวัสดิภาพของมนุษย์มากกว่าสถิติความเร็วกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้จัดงานทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญ
ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าโลกเพิ่งผ่านพ้นปี 2024 ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคปี 1800 ภายในช่วงปี 2025-2030 สถิตินี้สอดคล้องกับผลการศึกษาของกลุ่ม Climate Central ที่วิเคราะห์การแข่งขันวิ่งมาราธอน 221 รายการ และพบว่าภาวะโลกร้อนกำลังทำลายสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการวิ่งมาราธอนเกือบทุกสนาม
แอนดี เพอร์ชิง ผู้นำการวิจัยจาก Climate Central เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังลดความสามารถในการออกกำลังกายกลางแจ้งลง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2045 สนามมาราธอนกว่า 46 แห่งจาก 51 แห่งในสหรัฐ จะสูญเสียโอกาสในการมีสภาพอากาศที่เหมาะสมที่สุด สำหรับนักวิ่งทั่วไป ซึ่งควรอยู่ที่ประมาณ 6-7 องศาเซลเซียส
เจสสิกา เมอร์ฟี ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนให้ความเห็นว่า ผู้จัดงานกีฬาทุกประเภทไม่เพียงแต่มาราธอน แต่รวมถึงการแข่งจักรยาน เทนนิส ไปจนถึงอเมริกันฟุตบอลระดับวิทยาลัย ต้องเริ่มพิจารณาการเปลี่ยนวันและเวลาแข่งขันอย่างจริงจัง เธอแสดงความกังวลว่าหากอากาศร้อนเกินไปจนเดินหรือวิ่งไม่ได้ ผู้คนอาจต้องเปลี่ยนไปออกกำลังกายในร่มหรือเลือกกิจกรรมที่ช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่าอย่างการว่ายน้ำ
ในเชิงสรีรวิทยา คริส มินสัน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออริกอน อธิบายว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการวิ่งมาราธอนคือ 10 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายจะเริ่มแย่งเลือดกัน “เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น คุณจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่มากขึ้น ระหว่างเลือดที่ส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อเพื่อใช้ในการวิ่งและหล่อเลี้ยงสารอาหาร กับเลือดที่ไหลไปเลี้ยงผิวหนังเพื่อควบคุมอุณหภูมิ”
มินสันกล่าวว่า การวิ่งเร็วต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่มีเพียงประมาณ 25% เท่านั้นที่ใช้ในการเคลื่อนร่างกายไปข้างหน้า ส่วนที่เหลือใช้ในการจัดการกับความร้อนที่เกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าอุณหภูมิสูงก็คือความชื้นสูง ซึ่งจะขัดขวางการระเหยของเหงื่อและทำให้ร่างกายไม่เย็นลง
ดักลาส คาซา ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโครีย์ สตริงเกอร์ สรุปว่าการปรับเปลี่ยนวันแข่งขันของมาราธอนต่าง ๆ เป็นการกระทำที่ชาญฉลาดและมีความรอบคอบอย่างยิ่ง ที่สำคัญนักวิ่งต้องยอมลดความเร็วลง เมื่อเจอกับอากาศร้อน อย่ายึดติดกับการทำลายสถิติหรือเป้าหมายของตนเอง ควรให้สำคัญกับสุขภาพร่างกายมากกว่า
ที่มา: ABC, AP News, Independent



