โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมระหว่าง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา และ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง กำลังถูกจับตามองในฐานะ "แลนด์มาร์คใหม่" และ "Case Study" ระดับโลก ด้วยงบประมาณกว่า 4,645 ล้านบาท (เงินกู้จากธนาคารโลก 70% และงบประมาณแผ่นดิน 30%) สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่คือความสำเร็จทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีรายละเอียดเชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้องดังนี้
วิสัยทัศน์ "สิ่งแวดล้อมต้องมาก่อน"
พิชิต อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ให้ข้อมูลถึงความมุ่งมั่นของโครงการว่า สะพานระยะทางรวม 7 กิโลเมตร (ตัวสะพาน 6.6 กม. และถนนต่อเชื่อม 400 เมตร) นี้ จะพลิกโฉมการเดินทางจากเดิมที่ต้องอ้อมทะเลสาบใช้เวลา 90 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 15 นาที
พิชิตย้ำถึงมาตรฐานการก่อสร้างว่า "กรมทางหลวงชนบทคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับ 1 โดยเราได้นำข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาบรรจุไว้ในแบบการก่อสร้างและข้อกำหนดในสัญญาจ้างทั้งหมด" เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะไม่ทำลายสมดุลทางธรรมชาติของทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญ
นวัตกรรมวิศวกรรมสุดล้ำและมาตรการป้องกันระบบนิเวศ
ชวลิต ทิพากรวงศ์ วิศวกรโครงการ ได้เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากสะพานทั่วไป โดยโครงสร้างสะพานหลัก ออกแบบเป็นสะพานคานขึง (Extradosed Bridge) ซึ่งมีความสง่างามและทันสมัย โดยมีช่วงสะพานที่กว้างที่สุดถึง 140 เมตร เพื่อลดจำนวนเสาในน้ำและเปิดทางให้การเดินเรือสะดวกที่สุด
- การออกแบบเพื่อวิถีชุมชน: ตัวสะพานมีความสูงช่องลอดถึง 18 เมตร และกว้างสูงสุด 120 เมตร เพื่อให้เรือประมงและเรือสัญจรของชาวบ้านสามารถลอดผ่านได้โดยไม่กระทบต่ออาชีพเดิม นอกจากนี้ยังนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่าง "มือนางรำมโนราห์" มาออกแบบเสาสะพานช่วงคานขึงเพื่อความสวยงามทางสถาปัตยกรรม
- นวัตกรรม "Vibro-hammer": ในการติดตั้งเสาเข็มเหล็กสำหรับนั่งร้านชั่วคราว วิศวกรเลือกใช้ระบบสั่นสะเทือน (Vibro-hammer) แทนการตอกแบบดั้งเดิม เพื่อลดเสียงและการสั่นสะเทือน ซึ่งช่วยลดการรบกวนสัตว์น้ำและการฟุ้งกระจายของตะกอนดินเลน
- ม่านดักตะกอน (Silt Curtain): มีการติดตั้งม่านดักตะกอนก่อนเริ่มงานกดหรือถอนเสาเข็มทุกครั้ง เพื่อป้องกันมลภาวะใต้น้ำไม่ให้แพร่กระจายไปสู่วงกว้าง
- เทคโนโลยีเฝ้าระวัง: มีการใช้เครื่องบันทึกเสียงใต้น้ำ (A-tag) จำนวน 48 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร และการใช้โดรน สำรวจทางอากาศ เพื่อติดตามพฤติกรรมสัตว์หายากอย่างโลมาอิรวดีตลอดปี หากพบสัตว์ในพื้นที่เฝ้าระวังขนาด 350x600 เมตร วิศวกรจะสั่งหยุดการก่อสร้างทันที
เสียงจากพื้นที่ "10 ปีที่รอคอย" กับโอกาสใหม่ในชีวิต
จรูญ น้อยสำลี ชาวบ้านหมู่ 9 ในพื้นที่ ให้ข้อมูลว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงและเกษตรกรรม ปัจจุบันหากต้องการข้ามไปอีกฝั่งต้องขับรถอ้อมไกลกว่า 70-80 กิโลเมตร หรือจ้างเรือเหมาซึ่งมีราคาสูง
“ผมได้ยินเรื่องโครงการนี้มาเป็น 10 ปีแล้ว ดีใจมากที่จะได้เห็นความเจริญเข้ามา เพราะจะช่วยให้การไปมาหาสู่กันสะดวกขึ้น สินค้าเกษตรก็เอาไปขายได้ง่ายขึ้น” นายจรูญกล่าว พร้อมเสริมว่าความสะดวกและโอกาสทางเศรษฐกิจที่สะพานนี้จะนำมาให้นั้นมีความคุ้มค่ามากกว่า
กำหนดเปิดให้บริการคาดว่าจะเริ่มสัญจรได้ประมาณ เดือนส.ค.- ก.ย. 2572 สะพานข้ามทะเลสาบสงขลาแห่งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของวิศวกรรมไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับอภิมหาโปรเจกต์สามารถเดินเคียงคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ



