ทวีปยุโรปเผชิญกับช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม พ.ศ.2569 ที่มีอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยหลายประเทศทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด
KEY POINTS
- ทวีปยุโรปเผชิญกับช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ที่มีอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยหลายประเทศทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด
- คลื่นความร้อนที่รุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตส่วนเกินจากฮีทสโตรก และภาวะอากาศร้อนสูงถึงประมาณ 10,000 รายในเดือนมิถุนายน
- ภัยพิบัติดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งวิกฤติภัยแล้ง แม่น้ำแห้งขอด ไฟป่ารุนแรง และความเสียหายทางเศรษฐกิจ
วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแผลงฤทธิ์รุนแรง ล่าสุดยุโรปเผชิญช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค.2569 ที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สถานการณ์ในไทยไม่น้อยหน้า กรมอุตุฯ เผยอุณหภูมิพุ่งแตะ 43 องศาฯ กระทบเศรษฐกิจ และปากท้องประชาชนถ้วนหน้า
สำนักบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป (EU) เปิดเผยรายงานน่าตกใจ ระบุว่า ทวีปยุโรปต้องเผชิญกับช่วงเดือนมิ.ย.- ส.ค.2569 ที่มีอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยคลื่นความร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าที่โหมกระหน่ำติดต่อกันเป็นรอบที่ 4 นับตั้งแต่เดือนพ.ค. เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนเเปลงของกระแสลมกรด (Jet Stream) ปรากฏการณ์เอลนีโญ และอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลที่สูงขึ้นผิดปกติ ซึ่งร่วมกันกักเก็บมวลอากาศร้อนและแห้งแล้งไว้เหนือผืนแผ่นดินยุโรป
พิบัติภัยความร้อนครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนัก
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานตัวเลขประเมินเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตส่วนเกินจากฮีทสโตรก และภาวะอากาศร้อนในเดือนมิ.ย. 2569 สูงถึงราว 10,000 ราย ขณะที่ในช่วงต้นเดือนส.ค.2569 ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำดานูบแห้งขอดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในฮังการี ด้านอิตาลีประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุดในหลายเมืองใหญ่ ส่วนอังกฤษเผชิญวิกฤติผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย และแรงกดดันด้านราคาอาหาร
ยุโรปเผชิญสถิติเดือดระอุ บาร์เซโลนา–ปารีส–อัมสเตอร์ดัม ปรอทแตก
ภาพแผนที่ความร้อนจากโคเปอร์นิคัสสะท้อนชัดเจนว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี พ.ศ.2534–2563 อย่างมาก โดยมีบันทึกสถิติที่น่าสนใจดังนี้
- สเปน: วันที่ 8 ก.ค.2569 บาร์เซโลนาวัดอุณหภูมิได้ 40.5 องศา สูงสุดในรอบกว่า 100 ปีของการบันทึกที่หอสังเกตการณ์ฟาบรา
- ออสเตรีย: เวียนนาสร้างสถิติเดือนมิ.ย. ที่ร้อนที่สุดด้วยตัวเลข 40 องศา
- เนเธอร์แลนด์: ประกาศเตือนภัยสีแดง (Red Alert) เป็นครั้งแรกใน 8 จังหวัด หลังอุณหภูมิเดือนมิ.ย. พุ่งทะยานแตะ 39.4 องศา
- ฝรั่งเศส: เมืองปูลูโอ (Pulluau) ร้อนจัดถึง 43.8 องศา ขณะที่อุณหภูมิตอนกลางคืนยังสูงทำลายสถิติที่ 22 องศาเซลเซียส
- สวิตเซอร์แลนด์: บาเซิลทุบสถิติเดือนมิ.ย. ที่ 39 องศา
นอกจากนี้ ดัชนีความผิดปกติของอุณหภูมิ (Temperature Anomaly) จากรายงาน Reuters Climate Monitor ระบุว่า เบลเยียมเจอความผิดปกติสูงสุด โดยวันที่ 4 ส.ค.2569 อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 32.1 องศา ซึ่งสูงกว่าค่าปกติในช่วงปี พ.ศ. 2504–2533 ถึงกว่า 11 องศา
วิกฤติเศรษฐกิจ และไฟป่าลุกลาม
วิกฤติครั้งนี้ ไม่ได้ทำลายแค่สิ่งแวดล้อม แต่มิติทางเศรษฐกิจก็เสียหายหนักหน่วงเช่นกัน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเมินว่า แรงงานทั่วโลกกว่า 2,400 ล้านคน ต้องเผชิญกับความร้อนเกินพิกัด จนนำไปสู่การบาดเจ็บจากการทำงานราว 22.85 ล้านครั้งต่อปี และคาดว่าภายในปี พ.ศ.2573 ความเครียดจากความร้อนจะทำให้ชั่วโมงการทำงานทั่วโลกลดลง 2.2% หรือเทียบเท่ากับการสูญเสียงานเต็มเวลา 80 ล้านตำแหน่ง และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เฉพาะในสหราชอาณาจักร คลื่นความร้อนช่วงปลายเดือนมิ.ย.2569 เพียงสัปดาห์เดียว ทำให้ชั่วโมงทำงานหายไปถึง 24 ล้านชั่วโมง คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปสูงถึง 1,550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง และเกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ซ้ำร้าย ผืนป่าทั่วยุโรปแห้งผากกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี
เกิดไฟป่ารุนแรงในฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส กรีซ อังกฤษ อิตาลี เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพหนีตาย โดยเฉพาะในภูมิภาค Gironde ของฝรั่งเศส ที่ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ไปกว่า 420 ตารางกิโลเมตร ภายในเวลาไม่ถึง 4 วัน จนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ระบุว่า ฝรั่งเศสกำลังเผชิญปัญหา "ขาดแคลนนักดับเพลิง" เมื่อต้องรับมือภัยพิบัติขนาดมหึมาเช่นนี้
สถานการณ์ใกล้ตัว ไทยเผชิญความร้อนระอุไม่แพ้กัน
เมื่อหันกลับมาดูสถานการณ์ในประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาเคยได้ออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศอย่างเป็นทางการระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.2569 เป็นต้นมา โดยคาดการณ์ว่าภาพรวมอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยบริเวณประเทศไทยตอนบนจะอยู่ในช่วง 36–37 องศา และบางพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก มีโอกาสเผชิญอากาศร้อนจัดอุณหภูมิพุ่งทะยานแตะ 42–43 องศา
ความร้อนที่รุนแรงในประเทศไทย ไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น โรคลมแดด (Heatstroke) จากดัชนีความร้อนที่อยู่ในเกณฑ์สูงอันตรายในช่วงเวลากลางวัน แต่ยังส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อภาคการเกษตร ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลายแห่ง และภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคครัวเรือน และธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติ “เดือดระอุ” นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันปรับตัว และสร้างความยืดหยุ่นรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างถาวรนี้
ที่มา : World Economic Forum
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





