วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ปัญหาสุขภาพจิต’ หลัง ‘เหตุกราดยิงในโรงเรียน’ บาดแผลที่มองไม่เห็น ติดตัว ‘เหยื่อ’ ตลอดชีวิต

เหตุกราดยิงในโรงเรียน” เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์แต่ละครั้ง นอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากแล้ว ยังทิ้งรอยแผลลึกในจิตใจของผู้รอดชีวิตและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าที่ตาเห็น อาจทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงตลอดชีวิต

ข้อมูลจาก Everytown for Gun Safety องค์กรไม่แสวงหากำไรที่รณรงค์ด้านความปลอดภัยจากอาวุธปืน ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีเหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้นในโรงเรียนมากกว่า 1,300 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 2018-2019 เพียงสองปี มีเด็กกว่า 100,000 คนที่อยู่ในโรงเรียนขณะเกิดเหตุยิง ความรุนแรงเหล่านี้ไม่ได้จบลงเมื่อเสียงปืนเงียบลง แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตที่อาจคงอยู่ไปตลอดชั่วอายุคน

หลังจากรอดชีวิต เหยื่อและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มักจะมี “ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง” หรือ “PTSD” (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งเป็นสภาวะป่วยทางจิตใจเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง ส่งผลให้เกิดความเครียดอย่างมาก โดยอาการของภาวะนี้ประกอบด้วย เกิดความวิตกกังวลสูง พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ อารมณ์ตายด้าน และภาวะตื่นตัวเกินปรกติ (Hypervigilance) ดังนั้นผู้ป่วยจะถูกปรับให้อยู่ในโหมด “สู้หรือหนี” (Fight-or-flight) ตลอดเวลา ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในอันตรายและรอคอยสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำรอยอยู่เสมอ

จากการวิจัยของ ดร.อารัช จาวันบาคต์ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลทางใจ และศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวย์นสเตท พบว่า อัตราการเกิด PTSD ในผู้ที่เผชิญเหตุกราดยิงโดยตรงอาจสูงถึง 36% และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ กว่า 80% ของผู้ที่เป็น PTSD มักจะมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย 

นอกจากนี้ ผู้รอดชีวิตหลายคนยังต้องทนทุกข์กับ “ความรู้สึกผิดจากการรอดชีวิต” (Survivor’s Guilt) ซึ่งเป็นการกล่าวโทษตัวเองที่ไม่สามารถช่วยเพื่อนให้รอดชีวิตได้ หรือรู้สึกผิดเพียงเพราะตนเองยังมีชีวิตรอดมาได้ หากบาดแผลทางใจเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที มันจะส่งผลเสียต่อการทำงานของสมองในระยะยาว และทำให้ผู้ป่วยตัดขาดจากสังคมจนไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตปรกติได้

ดร.จาวันบาคต์ กล่าวว่าเขาเคยถูกยิงมาก่อน แม้จะบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ส่งให้ผลให้เขามีอารมณ์แปรปรวนและอาการตกใจง่ายจากเสียงพลุอยู่นานหลายสัปดาห์ เขาเน้นย้ำว่า “ผู้คนนับล้านต่างได้รับผลกระทบจากการกราดยิง แน่นอนว่าผู้ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุจะได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่คนส่วนที่เหลือในสังคมก็ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยเช่นกัน”

สำหรับเด็กและเยาวชนกำลังพัฒนาบุคลิกภาพ เหตุกราดยิงสามารถทำลาย “โลกทัศน์” (Worldview) เกี่ยวกับความปลอดภัยได้อย่างถาวร

เด็กที่ผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญมักมองว่าโลกนี้เป็นสถานที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งมุมมองนี้อาจส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้หากไม่ได้รับการเยียวยา 

ดร.เกล ซอลตซ์ จิตแพทย์คลินิกเตือนว่า “เรากำลังสร้างประชากรเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความกังวล เป็น PTSD และขาดความเชื่อมั่นในโลกใบนี้” เธอยังชี้ให้เห็นว่าในเด็กเล็กอาจเกิด “ภาวะพฤติกรรมถดถอย” (Regression) คือ การที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่เด็กลงไปจากวัยของตัวเอง เช่น การกลับมาปัสสาวะรดที่นอนหรือการไม่สามารถแยกจากพ่อแม่ได้

กลุ่มที่มักถูกลืมคือ กลุ่มปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น (First Responders) เช่น ตำรวจ พนักงานดับเพลิง และเจ้าหน้าที่กู้ชีพ ที่ต้องเผชิญหน้ากับภาพความสยดสยองในขณะที่ผู้อื่นวิ่งหนี เจ้าหน้าที่เหล่านี้หลายคนอาจมีลูกเรียนอยู่ในโรงเรียนที่เกิดเหตุ ทำให้ความเครียดทวีคูณ โดยการศึกษาของดร.จาวันบาคต์ พบว่า เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีอัตราการเกิด PTSD สูงถึง 20% และบางคนถึงขั้นต้องปกปิดอาชีพของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกถามถึงเหตุการณ์สะเทือนใจ แม้แต่เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุ ที่ได้ยินเพียงเสียงผ่านสายโทรศัพท์ก็ได้รับผลกระทบทางใจอย่างรุนแรงเช่นกัน

ขณะเดียวกัน นักเรียนที่ผ่านเหตุกราดยิงมีอัตราการขาดเรียนเพิ่มขึ้น 12.1% และมีโอกาสต้องเรียนซ้ำชั้นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เนื่องจากบาดแผลทางใจทำให้เด็กสูญเสียความเชื่อมั่นในโรงเรียน ว่าจะสามารถคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกเขาได้ อีกทั้งการเห็นเพื่อนหรือครูได้รับบาดเจ็บส่งผลโดยตรงต่อสมาธิและคะแนนสอบของนักเรียน ตามข้อมูลจากงานวิจัยของสถาบันเพื่อการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจแห่งสแตนฟอร์ด (SIEPR) 

ทั้งหมดนี้ สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการศึกษาของ SIEPR พบว่า นักเรียนที่เผชิญเหตุการณ์มีแนวโน้มจะจบมัธยมปลายและเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถึงวัยทำงาน (ช่วงอายุ 24-26 ปี) พวกเขามีโอกาสในการจ้างงานต่ำกว่าและมีรายได้เฉลี่ยต่อปีน้อยลงประมาณ 13.5% ซึ่งประเมินเป็นมูลค่าการสูญเสียรายได้ตลอดชีวิตประมาณ 115,550 ดอลลาร์ต่อคน หากรวมความเสียหายของผู้รอดชีวิตทั้งหมดในสหรัฐ จะคิดเป็นมูลค่าถึง 5,800 ล้านดอลลาร์ต่อปี นับเป็นราคาที่สังคมต้องจ่ายจากการเพิกเฉยต่อความรุนแรง

ขณะที่ ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น พบว่า หลังเกิดเหตุการณ์กราดยิง เยาวชนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงเรียนต้องเข้ารับยาต้านอาการซึมเศร้าและอาการทางจิตเพิ่มขึ้นกว่า 25% โดยการใช้ยานี้มักพุ่งสูงที่สุดในช่วง 3 ปีครึ่งหลังเกิดเหตุและยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปนานถึง 5 ปีครึ่ง ซึ่งผู้ที่เข้ารับยาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชนที่ไม่เคยมีประวัติการรักษาทางจิตมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์นั้นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคทางจิตเวชรายใหม่ขึ้นมา

รีเบกกา ชูเลอร์ ผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยมอ็อกซ์ฟอร์ด เล่าว่าแม้จะผ่านไป 3 ปี เธอยังคงเห็นภาพเหตุการณ์การวิ่งหนีและกรีดร้องอย่างชัดเจน เธอยังต้องจัดการกับความวิตกกังวล เมื่อต้องไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่สถานที่ไม่คุ้นเคย เช่นเดียวกับ สเตลลา เคย์ ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน ยังคงระแวดระวังตัวตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ เช่น การนั่งใกล้ทางออกในโรงภาพยนตร์ หรือการเดินอยู่ขอบนอกของตลาดเพราะพร้อมจะวิ่งหนีได้ทุกเมื่อ พฤติกรรมเหล่านี้คือ “ความปรกติใหม่” ที่น่าเหนื่อยหน่ายสำหรับพวกเขา

ทางด้าน โซอี ไวส์แมน ผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิงถึงสองครั้ง ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่อาจต้องพบเจอกับฝันร้ายนี้ว่า “จงใจดีกับจิตใจและร่างกายของตนเอง” เธอพบว่าการได้พบปะกับกลุ่มผู้รอดชีวิตจากพื้นที่อื่น ๆ ช่วยให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงและก้าวข้ามคำถามที่ว่า “ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องเจอกับเรื่องเหล่านี้?” ไปได้ พร้อมเน้นย้ำว่าต่อให้ได้รับการรักษาแล้ว ก็ใช่ว่าอาการจะดีขึ้นทุกวัน  แต่จะมีทั้งวันที่ดีและวันที่แย่ปะปนกันไป ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องยอมรับความเจ็บปวดนี้ให้ได้ ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกแปลกแยกในใจได้

สื่อมวลชนและการเสพข่าวเป็นอีกปัจจัยที่ต้องระมัดระวัง การเห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำๆ ในโซเชียลมีเดียสามารถกระตุ้นความทรงจำที่เจ็บปวดได้ ดร.จาวันบาคต์แนะนำให้รับข่าวสารเพียง 2-3 ครั้งต่อวันเพื่อติดตามสถานการณ์ และควรหลีกเลี่ยงการดูภาพที่รุนแรงต่อเนื่องหลายชั่วโมง เพราะจะทำให้นำไปสู่ความเครียดสะสมและการรับรู้โลกที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง

ในท้ายที่สุด การเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม เป็นหนทางหนึ่งของการเยียวยา ผู้รอดชีวิตจำนวนมากรวมถึงชูเลอร์และเคย์ ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นอาสาสมัครในกลุ่ม Students Demand Action เพื่อต่อสู้ให้เกิดกฎหมายปืนที่ปลอดภัยขึ้น และยืนยันว่าพวกเขาจะไม่ยอมแพ้ต่อบาดแผลทางใจ อีกทั้งยังมีความหวังว่าเหตุการณ์ที่พวกเธอเคยเจอจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต และไม่ต้องมีใครมาเผชิญกับบาดแผลทางใจเช่นนี้อีก


ที่มา: ADAACNNKFFThe Atlantic