สวัสดีครับลองนึกภาพว่าเราเดินเข้าห้างสรรพสินค้า ซื้อครีมกันแดดมา 1 หลอด ใช้จนหมด แล้วโยนหลอดเปล่าลงถังขยะ เราอาจคิดว่าหน้าที่ของบรรจุภัณฑ์จบลงเพียงเท่านี้ แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป (EU) โจทย์เรื่องบรรจุภัณฑ์กำลังเป็นประเด็นใหม่ให้ต้องขบคิดมากกว่าเดิม เพราะภายใต้กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) การออกแบบและการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จะไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือการตลาดอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ จะได้ “ไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้” ในตลาดยุโรปครับ
ประเด็นข้างต้นทำให้ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องทำความรู้จักกับข้อกำหนด Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ EU กำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ที่เรียกว่า “เข้มงวด” ขึ้นอย่างชัดเจน ครอบคลุมสินค้าแทบทุกประเภท ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอาง อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค โดยหากบรรจุภัณฑ์ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด สินค้านั้นๆ อาจถูก “ตีตก” ตั้งแต่ต้นทางและหมดสิทธิ์วางจำหน่าย ต่อให้ตัวสินค้าจะมีคุณภาพมากเพียงใดก็ตาม
โดยข้อกำหนดสำคัญที่จะเริ่มทยอยมีผลตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม 2569 และเข้มงวดเต็มรูปแบบภายในปี 2573 อาทิ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น โดยสหภาพยุโรปกำหนดให้บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งและอีคอมเมิร์ซมีพื้นที่ว่างไม่เกินร้อยละ 50 เพื่อแก้ปัญหาการใช้กล่องขนาดใหญ่เกินความจำเป็นและการใช้วัสดุกันกระแทกจำนวนมาก นั่นหมายความว่าสินค้าใส่กล่องใหญ่เกินไปแบบไม่จำเป็นคือ “ไม่ผ่าน” ผู้ประกอบการต้องกลับมารื้อการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด
ประเด็นถัดมาคือ บรรจุภัณฑ์นั้นต้องสามารถนำไปรีไซเคิลได้จริง ไม่ใช่แค่มีสัญลักษณ์รีไซเคิล วัสดุที่ใช้ต้องสามารถเข้าสู่ระบบรีไซเคิลของยุโรปได้จริง หากเป็นวัสดุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปที่ยึดติดกันเป็นเนื้อเดียวจนไม่สามารถแยกออกจากกันด้วยมือได้ (Composite Packaging) อาจ “ไม่ผ่าน” เกณฑ์ แม้จะดูเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยก็ตาม พูดง่ายๆ คือมันต้องเอามาแยกแยะส่งต่อโรงงานรีไซเคิลได้ทั้งหมดไม่เหลือเศษ
สุดท้ายคือต้องมีการเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลและลดสารเคมีอันตราย ภายในปี 2573 บรรจุภัณฑ์พลาสติกจะต้องมีส่วนประกอบของพลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer Recycled: PCR) หมายความว่ามันต้องผ่านการใช้งานของผู้บริโภคมาแล้ว ตามสัดส่วนขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัสดุได้ และต้องไม่มีสารอันตราย เช่น PFAS หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ “Forever Chemicals” หรือ “สารเคมีตลอดกาล” ซึ่งเป็นสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นและมีโครงสร้างทางเคมีที่ทนทานมากและไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติปะปนอยู่ ดังนั้น บรรจุภัณฑ์จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) อีกทั้งยังต้องมีเอกสารรับรองอย่างครบถ้วน ไม่ต่างจากตัวสินค้าเอง
จากสามประเด็นข้างต้น เรียกได้ว่า “งานเข้า” ผู้ส่งออกพอสมควรครับ หากหันมามองบ้านเรา บริษัทขนาดใหญ่อาจมีศักยภาพในการลงทุนเพื่อปรับสายการผลิต จ้างผู้เชี่ยวชาญ และสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ใหม่ แต่โจทย์ใหญ่คือ เราจะมีแนวทางช่วย SMEs อย่างไรกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ซึ่งน่าจะเป็นภาระอันหนักอึ้ง ในบรรดาการส่งออกของไทยไปยังสหภาพยุโรป มีสินค้าที่มีโอกาสได้รับผลกระทบทางตรงจาก PPWR คิดเป็นมูลค่า 13.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบเต็มๆ คงจะหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน/ครัวเรือน อุปกรณ์สื่อสาร อะลูมิเนียม และสิ่งทอ เป็นต้น
ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับต้นทุนในการจัดหาวัสดุรีไซเคิลที่ได้รับการรับรอง และต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบเพื่อยืนยันว่าไม่มีสารต้องห้าม รวมถึงต้องจัดทำข้อมูลทางเทคนิคและเอกสารดิจิทัลสำหรับบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาล้วนเป็นต้นทุนใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หากไม่มีการเตรียมความพร้อมก่อน ธุรกิจจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้สูญเสียเพียงยอดขายในยุโรป แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน
ทางรอดอาจจะรวมถึง การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูล ข้อกำหนด และคำแนะนำเชิงเทคนิคได้อย่างครบวงจร หรือใช้แนวคิด “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัท “พี่ใหญ่” ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ “น้องเล็ก” หรือผู้ประกอบการ SMEs พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิล และยกระดับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล งานนี้ต้องทำพร้อมๆ กันแทบจะเรียกได้ว่าตลอดทั้ง Ecosystem เลยครับ ถ้าคิดจะเขียวแล้ว ก็ต้องเขียวให้สุด แล้วไปหยุดที่ตลาดโลกกันครับ



