วิกฤติ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ความมั่นคงพลังงานโลก” แม้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” แต่ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการใช้ “ถ่านหิน” ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ
KEY POINTS
- วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซถูกมองว่าอาจเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลต่างๆ หันมาส่งเสริมพลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
- ในทางกลับกัน วิกฤติได้ส่งผลให้หลายประเทศหันกลับไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน มากขึ้นในระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาพลังงานเฉพาะหน้า
- การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญ ทั้งข้อจำกัดด้านโครงข่ายไฟฟ้า ต้นทุนการลงทุนที่สูงขึ้น และการขาดความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ
- บทสรุปชี้ว่าทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายที่แน่วแน่ และต่อเนื่องของรัฐบาลเป็นสำคัญ วิกฤติเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้โดยอัตโนมัติ
สงครามในอิหร่านยังคงยืดเยื้อ และสถานการณ์ใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเคยเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ยังคงไม่สู้ดีนัก แม้สหรัฐจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าประจำการ แต่การโจมตีด้วยโดรน และทุ่นระเบิดของอิหร่านก็ยังทำให้เรือไม่สามารถขนส่งผ่านได้อย่างเต็มที่ สถานการณ์ดังกล่าว นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า โลกจะสามารถเข้าสู่ “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ได้สำเร็จหรือไม่
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก วิกฤตินี้อาจเป็น “แรงกระตุ้น” ให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เชื่อว่า รัฐบาลต่างๆ จะทบทวนยุทธศาสตร์ และหันไปส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และนิวเคลียร์มากขึ้น เขามองว่านี่คือ จุดจบของยุคสมัยที่น้ำมันครองตลาด และเป็นการก้าวไปสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างรวดเร็วขึ้น
สอดคล้องกับ ไซมอน สตีลล์ ตัวแทนจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่ชี้ว่า พลังงานหมุนเวียนมีความมั่นคงมากกว่า เพราะไม่สามารถถูกกักขังโดยช่องแคบที่คับแคบหรือความขัดแย้งระดับภูมิภาคได้ เขามองว่าผู้ที่พยายามยื้อให้โลกติดหล่มอยู่กับฟอสซิลกำลังกลายเป็นผู้ที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดโดยไม่ตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์บอกเราว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ลินด์เซย์ ไอเวอร์เซน จาก สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) เตือนว่า “การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นเอง แต่มันต้องถูกสร้างขึ้น” เธอยกตัวอย่างวิกฤติน้ำมันในปี 1970 ที่แม้ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ จะส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างหนัก และติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาทำเนียบขาว พร้อมกล่าววาทะอมตะว่า “ไม่มีใครสามารถแบนดวงอาทิตย์หรือขัดขวางการส่งมอบพลังงานจากมันมายังพวกเราได้”
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ โรนัลด์ เรแกน นโยบายเหล่านั้นกลับถูกยกเลิก และการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนก็ดิ่งเหว จนสุดท้ายนโยบายพลังงานสะอาดก็ถูกลดความสำคัญลง เพราะนโยบายขาดความต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านโครงข่ายไฟฟ้า ความล่าช้าของกฎระเบียบ และการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นไปอย่างล่าช้า นอกจากนี้ วิกฤติฮอร์มุซยังส่งผลให้ต้นทุนการกู้เงินสูงขึ้น ทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศยากจน และกำลังพัฒนาที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณไปอุดหนุนราคาพลังงานที่แพงลิ่ว เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชน
ในปัจจุบัน เรากำลังเห็นภาพซ้ำเมื่อหลายประเทศหันกลับไปหา “ถ่านหิน” เพื่อความอยู่รอด เช่น ญี่ปุ่นที่ปริมาณการใช้ถ่านหินพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเหลวขาดแคลน นอกจากนี้ ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่างแคนาดา และสหรัฐ ต่างเร่งผลิตฟอสซิลออกมาสู่ตลาดมากขึ้น เพื่อแทนที่ส่วนที่หายไปจากตะวันออกกลาง
ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่กำลังลงทุนเพิ่มความจุของท่อส่งน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซจากเดิม 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 3 ล้านบาร์เรลภายในปี 2027 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลพร้อมจะกลับมามีอำนาจหากไม่มีนโยบายที่เข้มงวดพอ
เจสัน บอร์ดอฟฟ์ ผู้อำนวยการสถาบันพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอาจชี้ให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นของระบบน้ำมันโลก” มากกว่าการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วที่เหล่านักเคลื่อนไหวด้านภูมิอากาศคาดหวัง
หนึ่งใน “จุดบอด” ที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านคือ ยังมีบางอุตสาหกรรม เช่น ภาคการบิน ยังไม่สามารถใช้พลังงานสะอาดทดแทนได้ แม้ราคาของ “เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน” หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) จะถูกลงจนแทบจะเท่ากับเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้นในช่วงวิกฤติ แต่ความไม่แน่นอนของกำไรทำให้สายการบินไม่กล้าลงทุนระยะยาว ดังนั้นปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมหนักได้ หากไม่มีข้อบังคับทางกฎหมาย
เออร์นี โมนิซ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐ กล่าวว่า ในตอนนี้โลกยังไม่สามารถผลิต เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ราคาถูก และปรับขนาดได้ พร้อมชี้ว่า “เราต้องการนวัตกรรมเพื่อมาใช้แทนที่น้ำมันในภาคส่วนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซได้ทำให้เหตุผลทางธุรกิจในการพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้ชัดเจนขึ้น แต่ต้องอาศัยการผลักดันจากรัฐบาลในการประสานงานโครงสร้างพื้นฐาน”
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในหลายประเทศเริ่มมองเห็นว่า ส่วนต่างราคาของพลังงานทางเลือกคือ “ค่าธรรมเนียมความมั่นคงทางพลังงาน” ที่คุ้มค่าจะจ่าย สภาพอากาศที่ผันผวน และวิกฤติความมั่นคงในปัจจุบันกำลังกลายเป็นแรงผลักดันทางธุรกิจให้บริษัทที่ชาญฉลาดเริ่มหันมาลงทุนในพลังงานทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งเพียงเส้นเดียว
วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานอย่างแน่นอน แต่ผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐเป็นสำคัญ การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีวิกฤติ แต่ต้องอาศัยการตั้งเป้าหมายที่แน่วแน่ เพื่อไม่ให้โลกหวนกลับไปสู่วงจรฟอสซิลเดิมๆ หลังจากที่สถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง
ที่มา: Axios, Council on Foreign Relations, TIME
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




