ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่ทั่วโลกต่างมุ่งเน้นการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับทรัพยากรมนุษย์ “เทศกาลมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ” (Bangkok's International Festival of Dance & Music) ในช่วงเดือนก.ย.ถึงต.ค.ของทุกปี มีโชว์หลากหลาย ตั้งแต่บัลเล่ต์, โอเปร่า, กายกรรม (Acrobat)
โดยมี “โครงการเพื่อเยาวชน” (Student Outreach Program) เป็นส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยผ่านศิลปะการแสดงและดนตรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็น “โรงเรียนบ่มเพาะ” เพื่อสร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน
ราซิน่าร์ อูเบรอย บาจาจ (Rassina Uberoi Bajaj) กรรมการผู้จัดการของเทศกาลฯ เปิดเผยว่า ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา ภารกิจนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดอีเวนต์ แต่คือการส่งมอบ “โอกาส” ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งจะกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยในอนาคตจาก “ความตั้งใจ” สู่ “ภารกิจระดับชาติ”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
“ดนตรีบำบัด”ผู้ช่วยแพทย์ ฟื้นฟูจิตใจ-ดูแลผู้ป่วย
'Aesthetic Longevity' เมื่อความงามกับอายุยืนเป็นเรื่องเดียวกัน
“คืนกำไร”จุดเริ่มต้นของเทศกาล
ย้อนกลับไปเมื่อ 28 ปีก่อน จุดเริ่มต้นของเทศกาลเกิดขึ้นจากความตั้งใจของผู้ก่อตั้งที่อยาก “คืนกำไร” ให้กับประเทศไทย “คุณพ่อมองว่าท่านได้รับโอกาสดีๆ ในการทำธุรกิจที่นี่ จึงอยากคืนอะไรกลับไปให้ประเทศที่ช่วยให้ท่านสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ท่านเล็งเห็นว่าประเทศไทยยังขาดพื้นที่ทางดนตรี การเต้น และโชว์ระดับโลก จึงได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อขอพระราชทานคำแนะนำและทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์” ราซิน่าร์กล่าวถึงจุดกำเนิด
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เทศกาลฯ ได้จัดแสดงไปแล้วกว่า 300 โชว์ มีนักแสดงระดับโลกกว่า 1,000 ชีวิตหมุนเวียนมาสร้างแรงบันดาลใจ กลายเป็นเวทีที่พิสูจน์แล้วว่าศิลปะคือภาษาสากลที่คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก 4 ขวบ ไปจนถึงผู้สูงวัย 90 ปี สามารถเข้าถึงได้สร้าง “ระบบนิเวศ” ผ่านโครงการเยาวชน
“เดิมทีการแสดงอาจจะออกไปทางคลาสสิกหน่อย แต่หลังๆ เราพยายามจะเจาะกลุ่มเด็กรุ่นใหม่มากขึ้น ปีนี้จะมี Circus Show เรื่อง Alice in Wonderland ที่ดูได้ทั้งครอบครัว เป็นเทศกาลสำหรับทุกคนจริงๆ (A festival for all) ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่อายุ 90 ปี ไปจนถึงเด็ก 4 ขวบ ก็เข้ามาดูได้ มี New York City Opera ซึ่งไม่เคยมาเมืองไทยมาก่อน จะมาแสดงโชว์ชื่อ Opera Goes to Hollywood เป็นเพลงที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น Bohemian Rhapsody, The Godfather, Schindler's List นอกจากนี้ยังมีคณะ Bolshoi จากเบลารุส มาแสดงเรื่อง Romeo and Juliet และ Cinderella”
หัวใจสำคัญในการสร้างความยั่งยืน
ส่วนอีกหนึ่งโชว์ที่พิเศษมากๆ สำหรับเด็กรุ่นใหม่และทุกคน คือของ Sadeck Berrabah เป็นชาวฝรั่งเศสที่เคยออกแบบท่าเต้น (Choreograph) ให้กับ Shakira, Black Eyed Peas และล่าสุดใน Paris Olympics 2024 โชว์นี้ใช้นักแสดงบนเวทีประมาณ 40 กว่าคน ทุกคนจะใช้มือและเต้นพร้อมๆ กัน ออกมาเป็นตัวอักษรและรูปทรงเรขาคณิต เป็นเรื่องน่าทึ่งมากที่เราทำสิ่งนี้กับร่างกายของเราได้ โชว์นี้เป็นโชว์ไฮไลต์ที่ทุกคนเข้ามาดูได้ง่ายๆ ไม่ต้องคิดว่าบัลเล่ต์เข้าใจยาก
ราซิน่าร์ เน้นย้ำว่า เป้าหมายของมหกรรมไม่ใช่เพียงการนำการแสดงระดับโลกมาให้ชมเท่านั้น แต่คือการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยเห็นคุณค่าและพลังของศิลปะการแสดง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยผ่านศิลปะการแสดงและดนตรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพการแสดง ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสพลังของศิลปะและเห็นว่าความงดงามบนเวทีสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริง
สำหรับ“โครงการเพื่อเยาวชน” ปีที่ 5 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความยั่งยืน โดยวางเป้าหมายออกเป็น 3 ด้าน Professional Path: การจัด Masterclass และ Workshop กับศิลปินระดับโลก เพื่อให้เด็กที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเต้น นักร้อง หรือนักดนตรี ได้เห็นเส้นทางอาชีพและเกิดแรงบันดาลใจ Social Equity: การเปิดประตูโรงละครให้เด็กด้อยโอกาสและเด็กในสังกัดกรมพินิจฯ ได้สัมผัสศิลปะการแสดงระดับสากล เพื่อทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ Discipline & Focus: การเชิญนักเรียนจากโรงเรียนในสังกัด กทม. มาชมการแสดง เพื่อฝึกทักษะการมีสมาธิและการจดจ่อ (Concentration)
“การให้นั่งนิ่งๆ ดูโชว์เป็นเวลา 40 นาที โดยไม่คุย ไม่เล่นโทรศัพท์ เป็นทักษะชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะโตไปประกอบอาชีพอะไร ทักษะการจดจ่อจะติดตัวเขาไปตลอด” ราซิน่าร์กล่าวด้วยความมุ่งมั่นความสำเร็จที่วัดได้มากกว่า “ยอดขายบัตร”
แม้โชว์แต่ละรอบจะรองรับผู้ชมได้ถึง 1,600 คน และมียอดขายสูงกว่า 80-100% (Sold out) แต่สำหรับราซิน่าร์ ความสำเร็จที่แท้จริงคือการเห็น “วัฏจักรแห่งการเรียนรู้” (Sustainable Cycle)
“มีเคสหนึ่งที่จำได้แม่นยำ เมื่อ 3 ปีก่อน มีวง Lucerne Symphony Orchestra จากสวิตเซอร์แลนด์มา เราพาเขาไปทำกิจกรรมกับเด็กที่คลองเตย ทางวงนำไวโอลินมามอบให้เด็ก มีเด็กคนหนึ่งเล่นไวโอลินเก่งมาก เขาก็มอบเครื่องดนตรีให้ ตอนแรกเราคิดว่ามอบเสร็จ ถ่ายรูป ทำ CSR จบกันไป แต่ประทับใจมากตรงที่ปีถัดมา น้องเขามาสมัครเรียนในโครงการของเราอีก และปีถัดไปก็มาเรียนต่อเรื่อยๆ จนได้ข่าวว่าน้องคนนี้พร้อมวงออเคสตราได้รับเชิญไปแสดงบนเวทีต่างประเทศ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเด็กมีพรสวรรค์จริงๆ อยากไปให้ไกล และมีคนที่ให้โอกาสเขา สิ่งนี้คือรูปธรรมของการสร้างทุนมนุษย์ หากเด็กได้รับโอกาสที่ถูกต้อง พวกเขาจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับเวที นักออกแบบท่าเต้น หรือศิลปิน”
Visual Art ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่
ราซิน่าร์ กล่าวว่าความสำเร็จ ของการจัดงานคือการที่ผู้ชมหน้าเดิมกลับมาซ้ำในปีที่ 2, 3, 4 มีแฟนคลับที่ติดตามมาตลอด 28 ปีตั้งแต่ยุคแรกๆ คนที่เข้ามาดูใหม่ปีนี้เป็นปีแรก แม้คนรุ่นเก่าพอมีอายุมากขึ้นวันหนึ่งอาจจะมาไม่ได้แล้ว แต่เขาก็ได้ฝังแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ไว้แล้ว ลูกๆ ที่เคยถูกพามาดู วันนี้ก็มาดูเองได้ อีก 5-10 ปีข้างหน้า เด็กกลุ่มนี้ก็จะพาลูกของเขามาดูต่อ มันจะหมุนเวียนเป็นวัฏจักร (Cycle) แบบนี้ไปเรื่อยๆ
“เราวางแผนที่จะขยายขอบเขตโดยการผสมผสาน Visual Art และภาพจิตรกรรมเข้ากับฉากและการแสดง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เด็กที่เคยถูกพามาดูโชว์วันนี้ จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่พาลูกหลานมาดูเอง มันคือวัฏจักรที่จะหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้หมุนเวียนไปอย่างมั่นคง”
เทศกาลมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ จึงไม่ใช่แค่ “ความรื่นเริง” ที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่คือ “การลงทุนในมนุษย์” ที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยควรเร่งสนับสนุน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้รับชม” ให้กลายเป็นหนึ่งใน “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์” สร้างรายได้เข้าประเทศ



