กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ย่านประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่าง "ทรงวาด" และ "คลองสาน"
โครงการนี้ถูกวางเป้าหมายให้เป็นแลนด์มาร์คระดับโลกที่ส่งเสริมการเดินทางสีเขียว (Green Mobility) และสร้างระบบนิเวศการเดินเท้าที่ยั่งยืน
ปัจจุบันมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดใช้งบประมาณก่อสร้างหลักกว่า 1,000 ล้านบาท และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2573 เพื่อเป็นสมบัติใหม่ของคนเมืองในระยะยาว
แลนด์มาร์คยุค ‘ชัชชาติ’
นายชัชชาติ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ในฐานะส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาเมืองให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมองว่ากรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่รถยนต์
แต่ต้องเน้นคุณภาพชีวิตของคนเดินเท้าและจักรยาน เพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับเมือง โดยการขับเคลื่อนโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งใน "250+ นโยบาย" ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาทั้ง "เส้นเลือดใหญ่" และ "เส้นเลือดฝอย" ของเมืองไปพร้อมกัน
"อยากให้เมืองมีแลนด์มาร์ค เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับคนเดินและจักรยาน เพราะสะพานสำหรับรถยนต์มีเยอะแล้ว เพื่อสร้างบริบทของเศรษฐกิจชุมชนรอบนั้น ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ซึ่งมักถูกมองข้ามความสำคัญในอดีต”
เชื่อมต่อ "ล้อ-ราง-เรือ"
แม้จะเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณนับพันล้าน แต่ กทม. ยืนยันถึงความคุ้มค่าในฐานะการลงทุนเพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพและเป็นสมบัติของเมืองในระยะยาว
รวมทั้งออกแบบเพื่อแก้ปัญหาการสัญจรระหว่างสองฝั่งแม่น้ำที่ในอดีตมักเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากช่องทางข้ามส่วนใหญ่เป็นสะพานสำหรับรถยนต์ หรือเรือข้ามฟากที่มีช่วงเวลาให้บริการจำกัด ส่งผลให้การสัญจรของคนเดินเท้าไม่สะดวกและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
สะพานคนเดินแห่งใหม่นี้จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของระบบขนส่งมวลชน "ล้อ-ราง-เรือ" โดยในฝั่งพระนครจะเอื้อให้เกิดการเดินเท้าเชื่อมต่อไปยังย่านเยาวราช และรถไฟฟ้าสายสีเงิน ที่สถานีวัดมังกร ส่วนในฝั่งธนบุรีจะสามารถเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
หากประชาชนสามารถเดินทางแบบไร้รอยต่อได้จริง จะช่วยลดการใช้รถยนต์และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะโดยรวม
ลดความเหลื่อมล้ำ
เป็นการพัฒนาฝั่งธนบุรีที่ประชาชนบางส่วนอาจรู้สึกว่าได้รับการดูแลน้อยกว่าฝั่งพระนคร โครงการนี้จะสร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ำ ที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ และมีแนวคิดที่จะพัฒนาอาคารเชื่อมต่อให้เป็นที่ตั้งของร้านค้าชุมชนและหาบเร่แผงรอยบนชั้นดาดฟ้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถชมทัศนียภาพของแม่น้ำไปพร้อมกับการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก
งบพันล้านเชื่อมต่อย่านประวัติศาสตร์
ข้อมูลของ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ระบุว่า แนวเส้นทางของสะพานแห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่ระหว่างสะพานพระปกเกล้าและสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยจุดเชื่อมต่อหลักในฝั่งพระนครจะอยู่ที่บริเวณท่าเรือสวัสดี ถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ ข้ามไปยังฝั่งถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน รวมระยะทางโครงข่ายทั้งหมดประมาณ 1 กิโลเมตร ขณะที่ตัวสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำจะมีความยาวประมาณ 300 เมตร และกว้างระหว่าง 7 ถึง 10 เมตร
โครงการนี้ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินงานโดยไม่มีการเวนคืนที่ดินของประชาชนเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิม สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างหลักถูกประมาณการไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ตัวเลขงบประมาณที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการออกแบบรายละเอียดขั้นสุดท้ายที่จะต้องสอดรับกับมาตรฐานด้านวิศวกรรมและสุนทรียภาพของแลนด์มาร์คเมือง
การจ้างที่ปรึกษาประเมินผล
ข้อมูลรายละเอียดการดำเนินงานปรากฏอยู่ในรายงานของ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกี่ยวกับการจ้างที่ปรึกษาสำรวจออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมในขั้นรายละเอียด
ทั้งนี้ กทม. ได้ดำเนินการจ้างที่ปรึกษาคือ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยวงเงินงบประมาณ 25 ล้านบาท เพื่อดำเนินการสำรวจและออกแบบรายละเอียดด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม รวมถึงการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
กทม. ได้จัดจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษาเพื่อสำรวจออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้วยวงเงิน 25,000,000 บาท ภายใต้สัญญาเลขที่ สนย.2/2568 ซึ่งเริ่มต้นสัญญาวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567 และจะสิ้นสุดในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รวมระยะเวลาดำเนินการ 420 วัน
ตารางเวลาการดำเนินโครงการที่มีการวางไว้มีดังนี้
- ปี พ.ศ. 2567 - 2568 ดำเนินการสำรวจ ออกแบบรายละเอียด และจัดทำรายงาน EIA อย่างเข้มข้น
- ปี พ.ศ. 2571 เริ่มดำเนินการก่อสร้างจริงภายหลังได้รับการอนุมัติโครงการและงบประมาณก่อสร้าง
- ปี พ.ศ. 2573 โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ
โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
อาจารย์พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้ความเห็นว่าโครงการนี้มีความหมายต่อเมืองมากกว่าเพียงการสร้างทางข้ามน้ำ แต่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน
"คุณค่าที่แท้จริงของสะพานแห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวสะพาน แต่อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า เรือ ทางเดินเท้า และจักรยาน"
ส่วนการเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมืองให้หันมาเดินเท้ามากขึ้นนั้น "อ.พิชัย" บอกว่า การสร้างสะพานเพียงแห่งเดียวอาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมืองได้ในทันที แต่หัวใจสำคัญคือการ "สร้างระบบ” ที่ทำให้การเดินเป็นทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัย
"ในอดีต กรุงเทพฯ เติบโตภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์เป็นหลัก ส่งผลให้พื้นที่สำหรับคนเดินขาดความต่อเนื่อง หากสะพานแห่งนี้สามารถเชื่อมต่อกับทางเดินเท้า ระบบขนส่งมวลชน และพื้นที่สาธารณะโดยรอบได้อย่างไร้รอยต่อ ก็จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับคน (People-Centric City) มากกว่ายานพาหนะ"
องค์ประกอบที่ควรมีบนสะพาน
ในฐานะสถาปนิก "อ.พิชัย" เสนอว่า หากสะพานแห่งนี้จะเป็นพื้นที่สาธารณะคุณภาพ ที่ผู้คนตั้งใจมาใช้ชีวิต ควรประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ดังนี้
- พื้นที่พักผ่อนและจุดชมวิว: ที่ใช้งานได้จริง มีร่มเงา และมีการออกแบบเพื่อลดความร้อนให้เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อนของไทย
- Universal Design: การออกแบบที่รองรับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือเด็ก
- ภูมิทัศน์และแสงสว่าง: เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง
- อัตลักษณ์ของพื้นที่: การใช้วัสดุและรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงแม่น้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพฯ ไม่ใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ตั้งอยู่ในเมืองใดก็ได้ในโลก
ตัวชี้วัดความสำเร็จ มากกว่าแค่แลนด์มาร์ค
"อ.พิชัย" เสนอว่า ความสำเร็จของโครงการระดับเมืองไม่ควรวัดเพียงแค่ความสวยงามหรือจำนวนผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ควรพิจารณาจากตัวชี้วัดสำคัญ ดังนี้
- คุณภาพของพื้นที่สาธารณะ: ที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้จริง
- ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ: ความสามารถในการเชื่อมโยงชุมชนกับระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า เรือ และทางเดินเท้า
- การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: การเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในพื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
- พฤติกรรมการเดินทาง: การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการเดินและการใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ลดการพึ่งพารถยนต์
- ความรู้สึกเป็นเจ้าของ: ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมและรู้สึกรักในพื้นที่นั้นๆ
- คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม: ผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมเมือง
อ.พิชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้กรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดแลนด์มาร์ก แต่ยังขาดเครือข่ายพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงถึงกัน หากสะพานแห่งนี้เป็นเพียงจุดหมายปลายทาง ก็จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่หากเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาและการเชื่อมต่อระหว่างชุมชนและระบบขนส่งสาธารณะ ก็จะเป็นมรดกของเมืองที่สร้างคุณค่าให้กับคนกรุงเทพฯ ไปอีกนาน



