พื้นที่ยุทธศาสตร์การลงทุนที่เคลื่อนไหวคึกคักเวลานี้ถูกจับตามองที่บริเวณ “ริมแม่น้ำเจ้าพระยา” นับเป็นคลื่นการลงทุนลูกที่ 2 ในการพัฒนาการท่องเที่ยว 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อจาก “ไอคอนสยามโมเดล” ภายใต้ 3 พันธมิตรร่วมทุน บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และ เครือเจริญโภคภัณฑ์
ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหญ่รอบทศวรรษกับอภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคตริมแม่น้ำ 60,000 ล้านบาท บนที่ดิน 55 ไร่ ขึ้นแท่น “World-Class Global Destination” และเป็นหัวใจขับเคลื่อน “แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” แผนความร่วมมือระดับชาติที่มุ่งยกระดับ 2 ฝั่งแม่น้ำให้เป็นสัญลักษณ์และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก
ไอคอนสยาม สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม การพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำและถนนเจริญนคร ส่งผลให้มูลค่าที่ดินขยับจาก 250,000 บาท เป็น 700,000 บาทต่อตารางวา ธุรกิจริมแม่น้ำเติบโตกว่า 60% ค่าห้องพักและการเข้าพักโรงแรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
รวมทั้งมีอสังหาริมทรัพย์ใหม่มากกว่า 60 โครงการเกิดขึ้นในรัศมี 1 กิโลเมตร มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เป็นจุดเชื่อมการสัญจรทั้งระบบรถ ราง เรือ และเชื่อมต่อรถไฟฟ้า เป็นจุดหมายปลายทางดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 115 ล้านคนสู่ประเทศ
ล่าสุด บรรดาบิ๊กคอร์ปทยอยพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ทั้งแหล่งท่องเที่ยว โรงแรมลักชัวรี ร่วมสร้างแลนด์มาร์ก เสริมความแข็งแกร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย ผลักดัน “กรุงเทพฯ” เทียบชั้นมหานครระดับโลกที่ฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำกลางเมือง
รวมถึงการพลิกโฉมที่ดินหรืออาคารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงหรูหราและสร้างสรรค์ เช่น “สิงคโปร์” ที่วางยุทธศาสตร์พัฒนามิกซ์ยูสริมอ่าวมารีน่าจากจุดชมวิวสู่ศูนย์กลางสถาปัตยกรรมระดับสากล
“เซี่ยงไฮ้” ประเทศจีน พัฒนาพื้นที่ตลอดแนวแม่น้ำหวงผู่ เปลี่ยนอดีตอู่ต่อเรือและโรงงานให้เป็นพื้นที่สาธารณะ จุดชมวิว และย่านธุรกิจชั้นนำที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า
“ลอนดอน” สหราชอาณาจักร บริเวณริมแม่น้ำเทมส์ นอกเหนือจากแลนด์มาร์กอย่างอาคารรัฐสภา หอนาฬิกาบิ๊กเบน และลอนดอนอาย ยังปรับโฉมอดีตโรงไฟฟ้าถ่านหิน Battersea Power Station เป็นย่านมิกซ์ยูสที่คงเอกลักษณ์สไตล์ Art Deco
ดันเอเชียทีค “แลนด์มาร์กระดับโลก”
ขณะที่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 2.2 แสนล้านบาทในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ขยายโครงการเอเชียทีค หลังเปิดบริการเกือบ 15 ปี ด้วยงบลงทุนต่อเนื่อง 10,000 ล้านบาท พลิกโฉมครั้งใหญ่ด้วยโปรเจกต์ใหม่ระดับแม่เหล็กสู่การเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก
เฟสใหม่ของเอเชียทีค AWC ใช้งบลงทุนเพิ่ม 8,000 ล้านบาท และเตรียมงบพัฒนาพื้นที่โดยรอบอีก 4,000 ล้านบาท ทยอยลงทุนตามภาวะตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เติมแม่เหล็กใหม่ Jurassic World : The Experience ประสบการณ์เสมือนจริงของโลกจูราสสิคเวิลด์ ลงทุน 1,200 ล้านบาท เปิดบริการเดือน ส.ค.2568
รวมถึง Skyflyers: Wings of Garudapterus เครื่องเล่นลอยฟ้าสูงสุดในเอเชีย-แปซิฟิก ติด 3 อันดับแรกของโลก ด้วยความสูงระดับอาคาร 36 ชั้น ลงทุน 2,000 ล้านบาท เปิดบริการเดือน พ.ย.2568
AWC ขยายเอเชียทีค 6 เท่า
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า บริษัททยอยขยายพื้นที่เอเชียทีคให้ถึง 224,000 ตารางเมตรในอนาคต เพื่อมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกครบวงจร คิดเป็นการเติบโต 6 เท่า จากพื้นที่ประมาณ 40,000 ตารางเมตรในปัจจุบัน
หนึ่งในโปรเจกต์สำคัญ คือความร่วมมือกับ EMM Williams Productions เปิดตัว “Avatar: Guardians of Eywa” ซึ่งเป็นอิมเมอร์ซีฟภายใต้ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ภาพยนตร์ Avatar ที่ทำรายได้สูงสุดประวัติการณ์ของโลกครั้งแรกในรูปแบบ The Magic Walk™ Experience พื้นที่ 4,000 ตารางเมตร ที่ผู้เยี่ยมชมเข้าสู่โลก Pandora
Avatar: Guardians of Eywa นำเสนอในอาคาร “Blue Dome at Asiatique Destination” สถาปัตยกรรมระดับไอคอนิก ซึ่งออกแบบโดย Shigeru Ban สถาปนิกชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Prize เดิมถูกสร้างสรรค์สำหรับงาน Expo 2025 ที่โอซาก้าประเทศญี่ปุ่น โดย AWC ซื้อบลูโดมขนาดใหญ่ 2 หลังมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มแทนการก่อสร้างใหม่
“เอเชียทีคจะเปิดโซนใหม่ Blue Dome ไตรมาส 4 ปี 2569 พื้นที่ 16,000 ตารางเมตร จะผสานความบันเทิง วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ชอปปิง และการรับประทานอาหารด้วยกัน เฉพาะ Avatar: Guardians of Eywa เปิดบริการปี 2570”
พัฒนา “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก" ข้ามเจ้าพระยา
ในพื้นที่เอเชียทีคเตรียมพัฒนา “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก” ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ลงทุน 2,000 ล้านบาท และ “MONA Bangkok” พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก บนที่ดินฝั่งเจริญนคร ภายใต้ความร่วมมือ MONA (Museum of Old and New Art) จากออสเตรเลีย
“เคเบิ้ลคาร์จะเชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่ MONA Bangkok หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชมในแต่ละปี”
ทบทวนเมกะโปรเจกต์ “ตึกสูง 100 ชั้น”
ก่อนหน้านี้ นางวัลลภา กล่าวว่า ส่วนแผนพัฒนาเมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูส ตึกสูงระฟ้า 100 ชั้น สูงสุดในไทยในโครงการเอเชียทีค ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งเจริญกรุง (ลานจอดรถติดชิงช้าสวรรค์) นางวัลลภา กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ได้ทบทวนแผนลงทุนให้สอดคล้องเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนสูงจากหลายปัจจัย
“ตัวโครงการสร้างตึกสูงระฟ้า 100 ชั้น ยังไม่ทำแต่ใส่ในแผน เว้นที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้สร้าง ซึ่งต้องดูความพร้อมตลาด แล้วค่อยศึกษาและดึงกลับมาทำในอนาคต เพราะบางโครงการถ้าตลาดยังไม่แข็งแรงอย่าเพิ่งรีบลงทุน”
ผุด เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน บนที่ดิน เดอะ ล้งฯ
AWC มีโปรเจกต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อย่าง “โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์” ซึ่งกระจายที่ตั้ง 2 ฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนที่ดิน 3 แปลง
เริ่มจากแปลงใหญ่ “เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น” หลัง AWC เช่าที่ดินประวัติศาสตร์จาก บริษัท หวั่งหลี จำกัด รวม 8 ไร่ เป็นเวลา 64 ปี
AWC นำมาพัฒนาอาคารหลักสูง 20 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักระดับลักชัวรี 167 ห้อง ห้องอาหารรูฟท็อปพร้อมวิวแบบพาโนรามา ห้องบอลรูมขนาดใหญ่และห้องอาหาร โดยมีไฮไลต์ คือ ห้องพักแบบ Presidential Suite ราคาแพงสุดในกรุงเทพฯ ชั้นบนสุดของอาคารหลัก และออกแบบห้องพัก 20% ให้มีขนาด 2-3 ห้องนอน รองรับการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่และพำนักนาน
อีก 2 แปลง “ย่านทรงวาด” อีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา มีห้องพักระดับลักชัวรี 24 ห้อง ห้องคอนเวนชั่น และห้องอาหารให้บริการ
ก่อนหน้านี้ นางวัลลภา กล่าวว่า โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์ ลงทุน 5,000 ล้านบาท เป็นความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชันแนล นำแบรนด์ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ระดับอัลตร้าลักชัวรีระดับโลกมานำเสนอพร้อมเปิดบริการปี 2571
พร้อมเชื่อมต่อเส้นทางการเดินทางผ่านโครงการ “The River Journey” ส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่เชื่อมแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมริมสายน้ำเจ้าพระยา อาทิ ถนนทรงวาด, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, ปากคลองตลาด และโครงการในอนาคตอย่างเวิ้งนครเกษม เยาวราช เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในย่านไทย-จีนของกรุงเทพฯ
ผนึก 2 แบรนด์ พลิกโฉมตึกอีสต์เอเชียติก
อีกโปรเจกต์ของ AWC คือ “โรงแรม เดอะ พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์ สปา แบงคอก” พัฒนาจากอาคารที่สวยงาม มีเสน่ห์ อายุกว่าศตวรรษ ของ บริษัท อีสต์ เอเชียติก (EAC) ก่อตั้งปี 2427 โดยกัปตัน Hans Niels Andersen นักเดินเรือชาวเดนมาร์ก ซึ่งเปิดบริการภายในปี 2569
โรงแรมแห่งนี้อนุรักษ์โครงสร้างและศิลปะดั้งเดิมของอาคาร เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์พร้อมสร้างคุณค่าระยะยาวและยั่งยืนให้ชุมชนโดยรอบ มีความคลาสสิกสไตล์ลักชัวรีริมสายน้ำ นำเสนอความเชี่ยวชาญด้านอาหารและเครื่องดื่มและการบริการที่ดีเชื่อมต่อประสบการณ์รูปแบบใหม่ผ่านเรื่องราวของเมืองและอาคารอันทรงคุณค่าสู่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
“เดอะ แลงแฮม” บนที่ดินโรงภาษีร้อยชักสาม
สำหรับโครงการลงทุนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่น่าจับตามอง อาทิ “แรบบิท โฮลดิ้งส์” ในเครือ บีทีเอส กรุ๊ป ผนึกความร่วมมือกับ Langham Hospitality Group พัฒนาโรงแรม “The Langham, Custom House Bangkok” เป็นแลนด์มาร์กหรูแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ทั้งนี้เปิดบริการปี 2569 บนที่ดินประวัติศาสตร์ โรงภาษีร้อยชักสาม หรือ ศุลกสถาน (Custom House) ซึ่งมีอายุรวม 130 ปีมารีโนเวตใหม่ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท
อาคารศุลกสถานนับเป็นหนึ่งในอาคารที่มีสถาปัตยกรรมยุโรปที่ทันสมัยที่สุดในอดีต และเมื่อประกอบกับปัจจัยภายนอกอย่างการตัดถนนเจริญกรุงเพื่อขยายเมืองกรุงเทพฯ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณโดยรอบโรงภาษีร้อยชักสามจึงถือเป็นย่านเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งในราชอาณาจักรสยาม
“เชอราตัน” สินทรัพย์หายากที่ทุกคนอยากได้
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กรณีเปิดประมูลที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โรงแรมรอยัลออคิด เชอราตัน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างความสนใจมากเพราะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแห่งนี้สร้างในทำเลที่หาไม่ได้อีกแล้วในไทย อีกทั้งหากสร้างขึ้นใหม่จะสร้างอาคารติดแม่น้ำไม่ได้แบบนี้แล้ว
ที่ดินของโรงแรมแห่งนี้มีขนาด 5 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา (2,127 ตารางวา) พื้นที่ก่อสร้างรวม 69,600 ตารางเมตร จำนวน 726 ห้องพัก ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี เชื่อว่ามีนักลงทุนทั้งไทย และต่างชาติให้ความสนใจ เพราะซื้อมาแล้วทำรายได้ได้ทันที
“มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ 5,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมากกว่านี้แลกกับทรัพย์สินที่มูลค่าเพิ่มระยะยาว เพราะทำเลรวมถึงการปรับปรุงทำให้ดีกว่าที่ผ่านมาได้ ทำให้นักลงทุนไทยและต่างชาติสนใจมากไม่ว่าจะซื้อเข้าพอร์ต หรือซื้อมาปรับปรุงแล้วรอจังหวะขายทำกำไร ก็ต้องแข่งขันราคาเพื่อครอบครอง แต่คงไม่มากนักตามภาวะเศรษฐกิจ และเงินลงทุนอาจต้องเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าปรับปรุงระยะยาว”
แห่ชิงเชอราตันดันราคาทะลุ 6-7 พันล้าน
แหล่งข่าววงการอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า โรงแรมรอยัลออคิด เชอราตัน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสินทรัพย์หายากเพราะไม่มีที่ดินเหลือให้ทำโรงแรมและคอนโดมิเนียมแล้ว ขณะที่ราคาที่ดินสูงเกินกว่าจะพัฒนาได้จึงเชื่อว่าจะมีกลุ่มทุนหนา สายป่านยาว ทั้งไทยและต่างชาติสนใจประมูลหลายราย ไม่ว่าเป็นกลุ่มของเจ้าสัวเจริญภายใต้ AWC กลุ่มไมเนอร์ กลุ่ม IHG ที่มีองค์ความรู้บริหารธุรกิจโรงแรม
“กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องยากที่กู้เงินมาลงทุนช่วงนี้ ลำพังแค่บริหารสต็อกเพื่อมีเงินสดไปจ่ายหุ้นกู้ลำบากแล้ว ประกอบกับธุรกิจโรงแรมไม่ใช่ธุรกิจใครทำได้ เพราะการแข่งขันรุนแรง แต่คาดว่าราคาประมูลพุ่งสูงถึง 6,000-7,000 ล้านบาท”



