ท่ามกลางยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก ข้อมูลจากการสำรวจการอ่านของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2561 ระบุว่า เด็กอายุ 6–14 ปี อ่านหนังสือเฉลี่ย 1 ชั่วโมง 23 นาทีต่อวัน ครอบคลุมทั้งหนังสือ บทความ และเนื้อหาบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์และโซเชียลมีเดีย ขณะที่ผลสำรวจของ UNICEF Thailand เผยแพร่ในคู่มือความปลอดภัยบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กและเยาวชน 2568 พบว่า 12% ของเด็กอายุ 9–18 ปีที่เข้าร่วมการสำรวจระบุว่า เคยถูกล่อลวงทางออนไลน์
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" จึงร่วมกับ มูลนิธิสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และภาคีเครือข่ายสื่อมวลชน สานต่อ “โครงการสร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์และหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประจำปี 2569”
โดย "โรงเรียนวัดดอกไม้" เป็นหนึ่งใน 24 โรงเรียนนำร่องที่นำ "หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์กรุงเทพธุรกิจ" มาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อปรับสัดส่วนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ได้แก่ การส่งเสริมการอ่าน 20% การเรียนรู้ทักษะเท่าทันสื่อ 50% และการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 30% มุ่งหวังให้เด็กไทยสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข่าวลวงได้อย่างยั่งยืน
หนังสือพิมพ์คือสื่อพัฒนาสมองที่ครอบคลุมทุกมิติ
"มันจนา จงกล" ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอกไม้ มองว่า หนังสือพิมพ์คือ "สื่อพัฒนาสมอง" ที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกวิชา ในหนังสือพิมพ์ทุกบรรทัดสามารถเอามาใช้สอนได้หมด เช่น โฆษณาเอามาใช้สอนเรื่องความน่าเชื่อถือ คณิตศาสตร์เอามาใช้สอนเรื่องกราฟหรือร้อยละ ภาษาไทยเอามาสอนการสรุปความและแยกแยะข้อเท็จจริง
นอกจากมิติด้านวิชาการ เรื่องสมาธิก็สำคัญ การใช้สมาร์ทโฟนท่องโซเชียลมีเดียทำให้เด็กมีสมาธิสั้นลง เพราะข้อมูลจำนวนมากไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว แต่การอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์หรือฉบับพิมพ์ที่ต้องใช้การอ่านต่อเนื่อง จะช่วยหยุดพฤติกรรมความรวดเร็วและฝึกสติของเด็กได้
ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนจึงอยากขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกห้องเรียนในระดับชั้นเดียวกัน (ป.5) เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้ อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอกไม้ พูดถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างว่า ปัจจุบันหาซื้อหนังสือพิมพ์ได้ยากขึ้น และผู้ปกครองในชุมชนมักจะไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ติดบ้านไว้ ดังนั้นการที่ได้รับการสนับสนุนหนังสือพิมพ์จากกรุงเทพธุรกิจ จึงช่วยให้โรงเรียนสร้าง "แหล่งเรียนรู้เรื่องรอบตัว" หรือศูนย์ปฏิบัติการให้เด็กได้สัมผัสสื่อของจริงได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
"ตอนแรกโครงการให้ทำแค่ห้องเดียว แต่ ผอ. มองว่าเราควรขยายผลให้ครอบคลุมทุกห้องในสายชั้นเดียวกัน เพื่อให้เด็กทุกคนในระดับ ป.5 ได้เข้าถึงสื่อหนังสือพิมพ์อย่างเท่าเทียม"
จุดเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในกองบรรณาธิการ
"ธนัยนันท์ รุ่งเรืองสุขเจริญ" ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดดอกไม้ ผู้เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนโครงการฯในโรงเรียน เปิดเผยว่า โรงเรียนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้เนื่องจากเห็นความสำคัญของความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
ทั้งนี้ โรงเรียนนำการเรียนรู้จากสื่อหนังสือพิพม์และสื่ออนไลน์ของกรุงเทพธุรกิจ เข้าสู่หลักสูตรของสถานศึกษา เพราะมีตัวชี้วัดที่พูดถึงการแยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นในทุกระดับ โดยเฉพาะ ป.5 และ ป.6 ที่ต้องมีการจับใจความ สรุปความ และแยกแยะให้ได้
"ผมชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก และผมเชื่อมั่นว่าข้อมูลในหนังสือพิมพ์นั้นผ่านการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการ มาแล้วอย่างเข้มข้น มันคือข้อมูลที่เป็นความจริง ซึ่งหาได้ยากในโลกออนไลน์ปัจจุบันที่ใครจะโพสต์อะไรก็ได้"
"ครูธนัยนันท์" บอกว่า เมื่อเริ่มโครงการในปีแรก พ.ศ. 2568 ผลลัพธ์ที่ได้น่าประทับใจ เนื่องจากเด็กในยุคปัจจุบันแทบไม่เคยสัมผัสหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษ
"เด็ก ๆ ตื่นเต้นมากเพราะเขาไม่เคยรู้จักหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษมาก่อน พอเขาเห็นพาดหัวข่าวเรื่องปัญหาเรื่องสังคม ข้อมูล AI หรือเรื่องธุรกิจ ก็จุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และทำให้พวกเขารักการอ่านโดยไม่รู้ตัว"
จากกระดาษสู่ "โครมบุ๊ก" การเรียนรู้ที่ไร้ขอบเขต
ปีนี้เป็นปีที่ 2 ของโครงการสร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กฯ และมีการยกระดับสู่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกรุงเทพมหานครที่มอบ Chromebook ให้กับนักเรียน โดย "ครูธนัยนันท์" ระบุว่า สิ่งนี้ช่วยให้เด็กเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งการวิเคราะห์
"ปีนี้มีหนังสือพิมพ์ออนไลน์ เราก็ว่าใช่เลย เพราะมันเข้ากับโครงการของ กทม. ที่แจกคอมพิวเตอร์พกพาหรือโน้ตบุ๊ก Chromebook ให้กับโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเป็นเครื่องมือให้เด็กนักเรียนสืบค้น และเป็นการจุดประกายของการรักการอ่านไปในตัว"
เพื่อให้การเรียนรู้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โรงเรียนวัดดอกไม้ได้จัดตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ" ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่นอกเหนือจากห้องสมุดทั่วไป ในศูนย์แห่งนี้จะมีแล็บโน้ตบุ๊กให้นักเรียนได้เข้ามาสืบค้นข้อมูลและตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ความน่าเชื่อถือของข่าว ว่าข่าวเป็น Fake News หรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง "ต้นแบบเยาวชนรู้เท่าทันสื่อ" ซึ่งเป็นนักเรียนกลุ่มแรกที่ได้รับการฝึกฝนให้ทำหน้าที่สอนรุ่นน้องต่อๆ ไป โดยเน้นย้ำเรื่องจรรยาบรรณและการสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงเป็นหลัก
"เด็ก Start ผู้ใหญ่ Stop" พลังเยาวชนสู่ครอบครัว
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโครงการที่โรงเรียนวัดดอกไม้คือ กิจกรรม "เด็ก Start ผู้ใหญ่ Stop" ซึ่งเกิดจากแนวคิดร่วมกันระหว่างโรงเรียนและเครือข่ายผู้ปกครอง กิจกรรมนี้ใช้จิตวิทยาในการให้เด็กนำความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนไปสื่อสารกับคนในครอบครัว
"เราจะใช้จิตวิทยา ให้เด็กเป็นทูตนำความรู้ไปป้องกันภัยให้ผู้ปกครอง โดยเด็ก Start คือเริ่มเรียนรู้แล้ว ส่วนผู้ใหญ่ต้อง Stop แชร์ข่าวปลอม Stop มิจฉาชีพ และ Stop การปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง" ครูธนัยนันท์ กล่าว
เนื่องจากปัจจุบันผู้ปกครองมักตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทางออนไลน์ แต่คนเดียวที่ผู้ปกครองมักจะรับฟังคือลูกหลานของตนเอง จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยไซเบอร์ในชุมชนรอบโรงเรียน
เสียงสะท้อนจากฝ่ายบริหาร
"อนุรักษ์ เร่งรัด" รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอกไม้ ย้ำถึงความมั่นใจในสื่อสิ่งพิมพ์ว่ามีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นกว่าสื่อโซเชียลมีเดีย
"จากการสังเกตพบว่า นักเรียนให้ความสนใจในหน้าเทคโนโลยี ธุรกิจ ความยั่งยืน และกีฬา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับเด็กวัยนี้ โครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญที่สื่อและโรงเรียนจะร่วมกันปรับเนื้อหาให้เข้ากับเด็กมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานการใช้ชีวิตที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป"
หน้าโปรดของนักเรียน
"ด.ญ.ภัทรศยา ไพรเนา" (น้องเอวา) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนวัดดอกไม้ เปิดเผยถึงความประทับใจในการอ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า หน้าที่สนใจและเลือกอ่านบ่อยที่สุดคือ “หน้า 3” ซึ่งนำเสนอเนื้อหาด้านธุรกิจ การลงทุน
"แม้หนูจะยังเป็นนักเรียนระดับประถมศึกษา แต่การได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนและการทำธุรกิจ ทำให้รู้ว่าโลกของการเงินเป็นอย่างไร และถ้าโตไปหนูก็อยากทำอะไรที่เกี่ยวกับด้านนี้ค่ะ”
ในขณะที่ "ดญ.ณัฎฐ์ธนัน สร้อยทอง" (น้องอลิส) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนวัดดอกไม้ บอกว่า การเรียนโดยใช้หนังสือพิมพ์เป็นเรื่องที่สนุกและไม่เครียด
"หนูมักจะเลือกอ่านเนื้อหาในหน้าธุรกิจ เนื่องจากมีความฝันอยากเป็นนักธุรกิจค่ะ"
ก้าวต่อไปของโรงเรียนวัดดอกไม้
ในอนาคตอันใกล้ โรงเรียนวัดดอกไม้มีภารกิจที่จะต้องส่งชิ้นงานของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมให้แก่กรุงเทพธุรกิจเพื่อทำการวิเคราะห์และประเมินผลว่า กระบวนการเรียนรู้ผ่านหนังสือพิมพ์กำลังเริ่มเปลี่ยนทัศนคติของพวกเขาให้รู้จักหยุดคิดและวิเคราะห์อย่างไรบ้าง
โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างนักเรียนที่ "เท่าทันสื่อ" แต่ยังเป็นการบ่มเพาะเยาวชนให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีสมาธิในการเรียนรู้ และมีพื้นฐานด้านธุรกิจที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริงในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างสถาบันการศึกษาและสื่อมวลชนมืออาชีพอย่างกรุงเทพธุรกิจ
ปั้นเยาวชน 24 โรงเรียนเท่าทันสื่อ
ทั้งนี้ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เข้าร่วมโครงการ มี 24 โรงเรียน ที่ใช้หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์กรุงเทพธุรกิจ ประกอบด้วย
- โรงเรียนลำสาลี (ราษฎร์บำรุง)
- โรงเรียนศรีเอี่ยมอนุสรณ์
- โรงเรียนวัดลานบุญ
- โรงเรียนราษฎร์บูรณะ (มูฮำหมัดอุทิศ)
- โรงเรียนพรหมราษฎร์รังสรรค์
- โรงเรียนวัดนาคนิมิตร (สว่างนพราษฎร์วิทยา)
- โรงเรียนวัดทองนพคุณ
- โรงเรียนวัดลาดปลาเค้า
- โรงเรียนเทพวิทยา
- โรงเรียนวิจิตรวิทยา
- โรงเรียนสวัสดีวิทยา
- โรงเรียนวัดลำกะดาน
- โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์)
- โรงเรียนวัดกระทุ่มเสือปลา
- โรงเรียนเพี้ยนพินอนุสรณ์
- โรงเรียนวัดแสนสุข
- โรงเรียนวัดดอกไม้
- โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล)
- โรงเรียนคันนายาว (ธารินเจริญสงเคราะห์)
- โรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ (๒๐๐ปี)
- โรงเรียนบ้านแบนชะโด (เสียง วิฑูรชาติอุปถัมภ์)
- โรงเรียนบางจาก (นาคเผื่อนอุปถัมภ์)
- โรงเรียนวัดคู้บอน (วัฒนานันท์อุทิศ)
- โรงเรียนราชมนตรี (ปลื้ม-เชื่อมนุกูล)


