วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เปลี่ยนวิกฤติขยะพลาสติกทะลัก 19 ล้านตัน เป็นทางรอดมูลค่า 4.5 ล้านล้านดอลล่าห์ สหรัฐ

โลกเรากำลังจมอยู่ใต้กองพลาสติก(ขยะพลาสติก)กว่า 460 ล้านตันในทุกๆ ปี ตัวเลขนี้คงไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความจริงที่ว่า ราว 19 ล้านตันของจำนวนดังกล่าว เล็ดลอดออกไปสร้างหายนะในสิ่งแวดล้อม ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ซ้ำเติมวิกฤติเรือนกระจก และย้อนกลับมาทำร้ายสุขภาพของพวกเราเอง และหากยังปล่อยให้เทรนด์นี้ดำเนินต่อไป ภายในปี พ.ศ. 2603  การใช้พลาสติกทั่วโลกอาจพุ่งทะยานขึ้นถึง 3 เท่าตัว

เสียงสะท้อนจากเวทีระดับโลก ตั้งแต่การประชุม London Climate Action Week ไปจนถึงความพยายามผลักดันสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastics Treaty) ต่างเห็นพ้องตรงกันว่า การรับมือกับเรื่องนี้จะใช้แค่มาตรการ "ค่อยเป็นค่อยไป" อีกต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ต้องเป็นการ "พลิกโฉมหน้าโครงสร้างครั้งใหญ่"

มากกว่าแค่เรื่องขยะ แต่มันคือ "ความล้มเหลวเชิงระบบ"

ถ้าเรายังมองปัญหาพลาสติกเป็นแค่เรื่อง "ขยะปลายทาง" เราจะแก้ไม่แก้ไม่ถูกจุด ปัญหาที่แท้จริงคือความไร้ประสิทธิภาพตลอดทั้งวงจรวัสดุ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงกระบวนการเก็บกลับมาใช้ใหม่ การมองข้ามมิติทางเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้เราสูญเสียมูลค่าทางวัสดุ เกิดต้นทุนระบบที่สูงลิ่ว และสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งตัวเลขความเสียหายจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่หลุดลอยไปนี้ สูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลล่าห์สหรัฐ เลยทีเดียว

แม้การเจรจาในสนธิสัญญาพลาสติกโลกจะยังยืดเยื้อมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2668 แต่สิ่งนี้กลับกลายเป็นโอกาสให้เราหันมาพิจารณา "สิ่งที่ทำได้จริงและเวิร์กแล้วในปัจจุบัน" หลายภูมิภาคทั่วโลกกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การลงมือทำจริงในระดับชาตินั้นสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกับเวทีโลกได้

นวัตกรรมไม่ใช่ปัญหา แต่ "ความร่วมมือ" ต่างหากคือกุญแจ

ข่าวดีคือ เราไม่ได้ขาดแคลนเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม หลายประเทศลุกขึ้นมาปรับปรุงระบบจัดเก็บ ขยายโครงสร้างพื้นฐานรีไซเคิล และดีไซน์ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อความยั่งยืน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือทวีปแอฟริกา ที่เคยติดล็อกปัญหาการไม่มีมาตรฐานกลางรีไซเคิลพลาสติกสัมผัสอาหาร (rPET) จนทุนไม่กล้าเข้า แต่ปัจจุบันหน่วยงานหลักอย่าง ARSO, ACEA และ UNEP ได้ร่วมมือกันคลอด "มาตรฐาน rPET องศาใหม่สำหรับแอฟริกา" สำเร็จ ช่วยปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนและการค้าภายในภูมิภาคได้สำเร็จ

ขณะที่ฟิลิปปินส์ ประเทศที่ต้องเผชิญกับขยะซองพลาสติกยืดหยุ่นกว่า 163 ล้านชิ้นต่อวัน และสูญเสียมูลค่ารีไซเคิลถึง 890 ล้านดอลล่าห์ สหรัฐ ต่อปี ก็ได้ตั้งกลุ่มทำงานพลาสติกขึ้นมาบูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคม เพื่อผลักดันเทคโนโลยีรีไซเคิลครบวงจร

ไม่เว้นแม้แต่ในเครือข่าย Global Plastic Action Partnership (GPAP) ของ World Economic Forum ที่มี 25 ประเทศร่วมวงพัฒนาแผนปฏิบัติการ (National Plastic Action Roadmap) ซึ่งไนจีเรียเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ชั้นดีว่า หากใช้มาตรการเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง จะสามารถดันอัตราการรีไซเคิลพลาสติกขึ้นไปแตะ 58% ลดมลพิษได้ถึง 67% และสร้างงานใหม่ได้เกือบ 97,000 ตำแหน่งภายในปี พ.ศ. 2583

เหลียวมองประเทศไทย ขยับตัวสู้ศึกขยะพลาสติกแห่งชาติ

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ปัญหาขยะพลาสติก ก็เป็นวาระเร่งด่วนที่ไม่เคยพัก จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ประเทศไทยได้เดินหน้าขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วและโฟมบรรจุอาหารที่ผ่านมา ซึ่งสามารถลดปริมาณขยะลงได้นับแสนตัน

กรมประชาสัมพันธ์

แผนระยะที่ 2 นี้ มุ่งเป้าหมายสำคัญภายในปี พ.ศ. 2570 ไว้ชัดเจน ได้แก่ การนำพลาสติกเป้าหมาย (เช่น ขวดพลาสติก ฝาขวด ฟิล์มพลาสติกชั้นเดียว ถุงหูหิ้ว และแก้วพลาสติก) เข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ 100% พร้อมลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะรั่วไหลลงสู่ทะเลลงให้ได้ 50% ผ่านการหนุนเสริมด้วยเครื่องมือบริหารจัดการต่างๆ เช่น กฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์ (EPR) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันวิจัยพัฒนาพลาสติกชีวภาพ (Bio-plastics) เพื่อลดภาระตกค้างในสิ่งแวดล้อม

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากทั่วโลกและบริบทของไทยต่างตอกย้ำตรงกันว่า "ไม่มีหน่วยงานใดแก้ปัญหานี้ได้โดยลำพัง" การแก้โจทย์พลาสติกในระดับประเทศและระดับสากลต้องอาศัยการประสานเสียง ทั้งนโยบายภาครัฐ แหล่งทุนจากสถาบันการเงิน และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกลำดับถัดไปดำเนินต่อ ผู้นำโลกและประเทศไทยต่างต้องใช้ "ฐานรากจากสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว" มาขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น เพราะมลพิษพลาสติกไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือวิกฤติเชิงระบบที่เดิมพันด้วยสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และลมหายใจของพวกเราทุกคน