ผลวิจัยชี้ “ขยะพลาสติก” จากอาหารและเครื่องดื่มเป็นขยะที่พบมากที่สุด บน “ชายฝั่ง” ทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญระบุการจัดการขยะเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ที่ต้นทางด้วยการลดผลิตและเน้นใช้ซ้ำเพื่อปกป้องระบบนิเวศทางทะเล
KEY POINTS
- งานวิจัยระดับโลกชี้ว่าบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เช่น ห่อขนม ขวดพลาสติก และฝาขวด เป็นขยะที่พบบ่อยที่สุดบนชายฝั่งทั่วโลก
- ขยะจากอาหารและเครื่องดื่มติด 1 ใน 3 อันดับแรกของขยะชายฝั่งใน 93% ของ 112 ประเทศที่ทำการสำรวจ ซึ่งครอบคลุมประชากรโลกถึง 86%
- ปัญหานี้พบได้ในทุกภูมิภาคทั่วโลก แม้แต่ในประเทศที่มีระบบจัดการขยะที่ก้าวหน้าและใน 5 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
- ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้แก้ปัญหาที่ต้นทางโดยลดการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และให้บริษัทผู้ผลิตรับผิดชอบมากขึ้น
งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยพลีมัธ ในสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่มเป็นแหล่งขยะที่พบมากที่สุดบนชายฝั่งทั่วโลก การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่รวบรวมข้อมูลจากการสำรวจขยะชายฝั่งมากกว่า 5,300 แห่งทั่วทุกมุมโลก เพื่อระบุประเภทขยะที่สร้างปัญหามากที่สุดในระดับชาติ ภูมิภาค และระดับโลก
ทีมนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษากว่า 355 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่ใน 112 ประเทศใน 7 ทวีป ซึ่งคิดเป็นจำนวนประชากรรวมกันถึง 86% ของโลก พบว่า ขยะที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่มติดอันดับ 1 ใน 3 ของขยะที่พบมากที่สุดใน 93% ของประเทศที่ทำการสำรวจ
รายการขยะที่พบมากที่สุดในอันดับต้น ๆ ได้แก่ ห่อบรรจุภัณฑ์อาหาร พบใน 53% ของประเทศทั้งหมด ตามมาด้วยฝาขวดและขวดพลาสติกซึ่งทั้งคู่พบใน 51% ของประเทศที่สำรวจ นอกจากนี้ยังมีถุงพลาสติกและก้นบุหรี่ที่พบในอันดับรองลงมา โดยพบมากใน 39% และ 38% ของประเทศตามลำดับ
ศ.ริชาร์ด ทอมป์สัน หัวหน้าหน่วยวิจัยขยะทางทะเลระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยพลีมัธ และผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยระบุว่า “ขยะเหล่านี้คือสิ่งของที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และทำให้เกิดมลพิษจากพลาสติก ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพของมนุษย์
การศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ขยะเหล่านี้พบได้ในทุกภูมิภาค แม้แต่ในประเทศที่มีระบบการจัดการขยะก้าวหน้า โดยเฉพาะใน 5 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ได้แก่ อินเดีย จีน สหรัฐ อินโดนีเซีย และปากีสถาน ที่ขยะจากอาหารและเครื่องดื่มยังคงครองอันดับหนึ่งทั้งหมด
ดร.แม็กซ์ เคลลี นักวิจัยหลังปริญญาเอกและผู้เขียนหลักของงานวิจัยกล่าวเสริมว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งสร้างปัญหาขยะอย่างมาก และจำเป็นต้องลดการบริโภคสิ่งของเหล่านี้ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกนี้
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบความแตกต่างในบางภูมิภาค เช่น ในเอเชียพบถุงพลาสติกเป็นขยะที่แพร่หลายอย่างสม่ำเสมอ ส่วนในแอนตาร์กติกา ซึ่งมีกฎระเบียบการทิ้งขยะที่เข้มงวด กลับพบห่อบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นขยะอันดับ 3 ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นขยะที่ลอยมาจากพื้นที่ห่างไกลผ่านกระแสเงินน้ำในมหาสมุทร
ศ.ซูซาน จอบลิง ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมแห่งมหาวิทยาลัยบรูเนล ลอนดอน ให้ความเห็นว่าลำพังการจัดการขยะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เธอกล่าวว่า
“แนวทางแก้ไขที่ต้นทาง เช่น การลดการผลิต การใช้ซ้ำ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดีขึ้น และนโยบายที่เข้มงวดขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นหากเราต้องการป้องกันมลพิษพลาสติกตั้งแต่แหล่งกำเนิด”
ผลการศึกษานี้ ออกมาในช่วงเวลาสำคัญของการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกขององค์การสหประชาชาติ โดยผู้เชี่ยวชาญหวังว่าข้อมูลชุดนี้จะช่วยกำหนดทิศทางในการระบุว่าผลิตภัณฑ์ใดเป็น “ปัญหาและไม่จำเป็น” เพื่อให้ทั่วโลกพุ่งเป้าไปที่การจัดการสิ่งที่สำคัญที่สุด
งานวิจัยนี้ ยังเรียกร้องให้บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มแสดงความรับผิดชอบมากขึ้น แม้ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่ง เช่น Coca-Cola และ Unilever จะมีการปรับลดเป้าหมายด้านความยั่งยืนลง เช่น การลดเป้าหมายการใช้พลาสติกบริสุทธิ์หรือการใช้วัสดุรีไซเคิล
ทางด้าน ศ.ทามารา แกลโลเวย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาเชิงนิเวศจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ ซึ่งไม่ได้ร่วมในการวิจัย ให้ความเห็นว่าควรมีการเปลี่ยนมุมมองใหม่ต่อพลาสติก เธอกล่าวว่า “หากเรามองว่ามันคือ พลาสติกที่เสียมูลค่า เราอาจจะเจรจากับผู้กำหนดนโยบายได้ดีขึ้น เพราะเรากำลังทิ้งวัสดุที่มีมูลค่ามหาศาลไปทั่วทุกแห่ง”
นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่า การลดการผลิตพลาสติกและส่งเสริมระบบการนำกลับมาใช้ใหม่ คือทางออกที่ยั่งยืน มากกว่าการแบนถุงพลาสติก ที่ในบางประเทศอาจใช้ไม้ได้ผล เพราะขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง ข้อมูลจากงานวิจัยนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถจัดลำดับความสำคัญในการจัดการขยะได้อย่างตรงจุด
ที่มา: Packaging Insights, Phys, Tech Explorist, The Guardian





