วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ตลกร้ายบิ๊กคอร์ป ประกาศกร้าว 'รักโลก' แต่ทำจริงไม่ถึง 20% ?

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการตลาดทุน นักลงทุนสถาบัน และกลุ่มนักเคลื่อนไหวสายความยั่งยืน (ESG) ทั่วโลก เมื่อองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ได้ทำการผ่าข้อมูลและตรวจสอบแนวทางปฏิบัติอย่างละเอียดของ 10,000 บริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่กุมมูลค่าตลาด (Market Capitalization) รวมกันสูงถึง 96% ของเศรษฐกิจโลก

ผลการศึกษาที่ปรากฏในรายงาน OECD Responsible Business Outlook 2569 ฉบับล่าสุด

ชี้ให้เห็นความจริงอันย้อนแย้งและน่ากังวลว่า ในขณะที่กระแสการทำธุรกิจแบบรักษ์โลกถูกชูเป็นวาระแห่งชาติในทุกหย่อมหญ้า แต่ในทางปฏิบัติ โลกเรากำลังเผชิญหน้ากับภาวะ “ติดหล่มคำมั่นสัญญา” หรือช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างภาพฝันที่บริษัทประกาศต่อสาธารณะ กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกแห่งความเป็นจริง (Implementation Lag) ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อทั้งระบบนิเวศและสิทธิมนุษยชนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ในเนื้อหารายงานระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจระดับแสนล้านถึง 69% ที่ตื่นตัวและเร่งรีบออกแถลงการณ์นโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืนรวมถึงการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) เพื่อสร้างโปรไฟล์ที่งดงามในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนยุคใหม่และตอบรับกระแสสังคม ทว่าเมื่อคณะผู้เชี่ยวชาญของ OECD

เจาะลึกไปถึงโครงสร้างและงบประมาณการทำงานภายใน

กลับพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า เม็ดเงินและทรัพยากรส่วนใหญ่ขององค์กรกว่า 45% ถูกใช้ไปกับขั้นตอนที่เป็นเพียง “ฉากหน้า” เท่านั้น เช่น การจ้างบริษัทที่ปรึกษาภายนอกมาร่างเอกสารนโยบายให้ดูสวยหรู การจัดทำรายงานประจำปี (Sustainability Report) เพื่อการประชาสัมพันธ์ และการจัดตั้งระบบคณะกรรมการบริหารในออฟฟิศส่วนกลางที่เน้นการกำกับดูแลเชิงเอกสารเพื่อตอบสนองต่อข้อบังคับทางกฎหมาย

ในทางกลับกัน ขั้นตอนที่เป็น “หัวใจและจิตวิญญาณ” ของการทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบตามมาตรฐานสากล คือ กระบวนการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้านด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม (Due Diligence) กลับมีสัดส่วนการปฏิบัติจริงเฉลี่ยเพียงแค่ 20% เท่านั้น

ตกม้าตาย

รายงานชี้ว่า บริษัทส่วนใหญ่ตกม้าตายในขั้นตอนที่มีความสำคัญสูงแต่ทำได้ยาก เช่น การลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อตรวจสอบและระบุความเสี่ยงที่แท้จริงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Tier 2-3) การตั้งระบบติดตามประเมินผลกระทบต่อชุมชนรอบข้างอย่างมีส่วนร่วม และที่ย่ำแย่ที่สุดคือ “กลไกการร้องเรียนและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ” (Remediation) ที่พบว่าแทบจะไม่มีการลงทุน เมินเฉยต่อเสียงสะท้อนของแรงงานในพื้นที่ และไม่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นจริง

มาเธียส คอร์แมนน์ เลขาธิการ OECD ได้แสดงทัศนะต่อประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “การมีนโยบายที่ดีบนแผ่นกระดาษหรือการลงนามในข้อตกลงระดับโลกเป็นเพียงก้าวแรกที่ง่ายที่สุด แต่จะไม่มีประโยชน์ใดๆ เลยหากภาคธุรกิจไม่นำนโยบายเหล่านั้นไปขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ตลอดจนขยายผลไปให้ถึงซัพพลายเออร์รายย่อยในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด”

ตัวเลขความห่างเกือบ 3 เท่าระหว่างการสร้างนโยบายกับการลงมือทำ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการฟอกเขียว (Greenwashing) ครั้งมโหฬาร ซึ่งหน้ากากความยั่งยืนเหล่านี้กำลังบดบังปัญหาที่แท้จริง และหากปล่อยไว้เนิ่นนานโดยไม่มีมาตรการลงทัณฑ์หรือการตรวจสอบที่เข้มงวดจากทั้งภาครัฐและผู้บริโภค มันจะกลายเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจโดยรวม และทำให้เป้าหมายการกู้วิกฤติสภาพภูมิอากาศโลก รวมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต้องล่าช้าออกไปจนอาจสายเกินแก้

ที่มา : OECD