งานประชุมว่าด้วยหนทางรับมือความร้อนแบบสุดขั้ว (Extreme Heat) ที่ลอนดอนในเดือนที่ผ่านมาถูกยกเลิกเพราะอากาศร้อนเกินไป เปรียบเสมือนตลกร้ายเลยครับ
เนื่องจากสถานที่จัดงานนั้นมีลักษณะคล้ายอาคารอื่นๆ ในยุโรปที่สร้างมาเป็นร้อยปี คือออกแบบให้กักเก็บความอบอุ่นไว้ต้านทานความหนาวเหน็บ คณะผู้จัดงานจึงตัดสินใจ “รับมือ” วิกฤตินี้ด้วยการยกเลิกการประชุมเพื่อมิให้ผู้ร่วมงานต้องมาแออัดกันในห้องอบอ้าวทั้งวันหากมองจากอีกมุมหนึ่ง ผมว่าข่าวการยกเลิกงานนี้กลับบรรลุหนึ่งในผลลัพธ์อันพึงประสงค์ของการประชุม นั่นคือการสร้างความตระหนักอย่างทั่วถึงในระดับสากลว่าความร้อนสุดขั้วกำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งใกล้ตัวยิ่งขึ้น
ไม่ใช่เพียงในอังกฤษ แต่รวมถึงการงดบริการรถไฟในเยอรมนีเนื่องจากวัสดุอุดรางละลายจนจับตัวเป็นก้อนกีดขวางเส้นทาง หรือการปิดโรงเรียนหลายแห่งชั่วคราวในฝรั่งเศสในวันที่อากาศร้อนจัดจนทางการต้องยกระดับการเตือนภัยสูงสุด (Red Alert) ซึ่งหมายถึงให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้งและหลบเข้าสู่ที่ร่ม
ผลกระทบเหล่านี้อาจไม่ได้หยุดแค่ที่สาธารณูปโภคขัดข้อง แต่มีความเป็นไปได้ที่จะสั่นคลอนความมั่นคงของปัจจัยสี่ด้วย อาทิ ในรายงานเรื่องผลกระทบของคลื่นความร้อนสุดขั้วต่อการเกษตร (Extreme Heat and Agriculture) จัดทำโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization: FAO) ร่วมกับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ระบุว่าในปี 2568 แคว้นแห่งหนึ่งของคีร์กีซถานร้อนกว่าปกติมาก
อุณหภูมิ ณ ตอนนั้นวัดได้สูงกว่าปกติ 10 องศา ส่งผลให้เก็บเกี่ยวธัญพืชได้น้อยลง 25 % ของปริมาณที่ควรจะปลูกได้ หากในอนาคตเกิดคลื่นความร้อนจนพืชผลหลายแห่งเก็บเกี่ยวได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอาหารสำหรับทั้งมนุษย์และปศุสัตว์
ในขณะเดียวกัน นอกเหนือจากเหตุการณ์แบบฉับพลันแล้ว ปรากฎการณ์แบบค่อยเป็นค่อยไปก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เพราะอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนไป อาทิ ญี่ปุ่นมีการบันทึกการสะพรั่งของดอกซากุระตลอดระยะกว่าพันปี โดยปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับช่วงบันทึกต่อ
จากข้อมูลที่รวบรวมไว้อย่างยาวนาน พบว่าวันที่ดอกซากุระบานเต็มที่ในอดีตจะอยู่กลาง เม.ย. แต่หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา วันดังกล่าวถอยร่นขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเข้าปลายเดือน มี.ค. หากเป็นดอกของพืชไร่ต่างๆ ที่บานเร็วไป มีงานวิจัยชี้ว่าอาจทำให้คลาดกับแมลงผสมเกสรที่ยังไม่ตื่นตัว จึงเป็นไปได้ว่าพืชจะออกผลน้อยลง
ประเทศไทยเองก็เกิดปรากฎการณ์ที่ความร้อนส่งผลต่อวัฎจักรของระบบนิเวศเช่นกัน การสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชจนหนาแน่นผิดปกติ (Plankton Bloom) เกิดเป็นระยะๆ ตามทะเลไทยอยู่แล้วในกรณีที่อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น แต่ในเดือนมิถุนาคมที่ผ่านมา มีแพลงก์ตอนบลูมที่หาดแม่รำพึงที่ระยองและหาดป่าตองที่ภูเก็ตในเวลาไล่เลี่ยกันแม้ทั้งสองหาดนี้อยู่คนละทิศทางกัน
ผู้พบเห็นคงตกใจน่าดูที่วิวทะเลในฝันกลายเป็นสีดำปนเขียวพร้อมฟองเหม็น แต่โชคดีที่แพลงก์ตอนบลูมทั้งสองแห่งสลายหายไปเองในวันเดียว ไม่ค้างนานเหมือนแพลงก์ตอนบลูมนอกชายฝั่งตะวันออกของประเทศไทยในปี 2566 ที่แผ่ขยายใหญ่จนฟาร์มหอยแมลงภู่ของชาวประมงขาดออกซิเจนตายเป็นวงกว้าง
แทบทุกปรากฎการณ์ที่ผมยกตัวอย่างมานี้ มีตัวเร่งสำคัญคืออุณหภูมิที่ร้อนขึ้น บ่อยครั้งการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ ที่เตือนให้เราปรับวิถีเดิมๆ ไปใช้มาตรการอื่นที่ยั่งยืน
อย่ารอจนโลกเดือดพ้นจุดที่เรายังพอจะแก้กลับมาได้ เพราะนี่ไม่ใช่อากาศร้อนระดับเพียงรู้สึกไม่สบายตัว แต่มันถึงขั้นเกิดผลกระทบลูกโซ่จนรวนไปทั้งระบบ ดั่งที่นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์คลื่นความร้อนทะลุปรอทจนงานประชุม Extreme Heat ที่อังกฤษต้องล้มพับไปอย่างสั้นๆ แต่เห็นภาพว่า


