วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เตือน! 'โลกร้อนบวกอาหารซ้ำซาก' เสี่ยงพาคนอดอยากทั้งโลก

ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ บทเรียนจากภูมิปัญญาการกินตามฤดูกาลที่เคยถูกตราหน้าว่า “ล้าสมัย” กำลังถูกนักวิทยาศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์หยิบยกขึ้นมาเป็นทางรอดสำคัญ เพื่อรับมือกับระบบอาหารอุตสาหกรรมที่กำลังมาถึงทางตัน

‘ลานา’ พุ่มไม้มายาแห่งทะเลทรายธาร์ และภัยเงียบของการกินอาหารซ้ำซาก

ในพื้นที่อันแห้งแล้งและทุรกันดารของทะเลทรายธาร์ (Thar Desert) รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย มีพืชล้มลุกท้องถิ่นชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านรู้จักในชื่อ “ลานา” (Lana หรือ Haloxylon salicornicum) ความพิเศษของมันคือ มันจะปรากฏให้เห็นเฉพาะในช่วงที่อากาศหนาวจัดเท่านั้น และหากอุณหภูมิขยับสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย พุ่มไม้ชนิดนี้จะแห้งเหี่ยวและสลายไปอย่างรวดเร็ว

เป็นเวลาหลายร้อยปีที่ภูมิปัญญาชาวบ้านได้เปลี่ยนข้อจำกัดทางธรรมชาตินี้ให้กลายเป็นความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการเก็บเกี่ยวต้นลานามาบดผสมกับแป้งพืชตระกูลจักจั่นหรือ “บัจรา” (Pearl Millet) รังสรรค์เป็นเมนูที่ชื่อว่า “ดกหลิ” (Dhokli) อาหารนึ่งโบราณที่ช่วยสร้างความอบอุ่น ขับเหงื่อ และให้พลังงานแก่ร่างกายในช่วงเดือนที่หนาวเหน็บที่สุดของปี

 

วัฒนธรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตมนุษย์ไม่ได้บริโภคอาหารตามใจอยาก แต่บริโภคตามที่ “ภูมิศาสตร์” และ “ฤดูกาล” กำหนด ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามความต้องการของร่างกายในแต่ละช่วงเวลา ทว่าในปัจจุบัน เมนูดกหลิและพืชอย่างลานากำลังสูญหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและกลไกตลาดสมัยใหม่ หันไปสนับสนุนการปลูกและบริโภคพืชเศรษฐกิจกระแสหลักอย่าง ข้าวสาลี และข้าวเจ้า จนทำให้พื้นที่ปลูกพืชท้องถิ่นอย่าง บัจรา ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

สถิติน่ากังวลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ปัจจุบันนี้ กว่าร้อยละ 42 ของพลังงานแคลอรีที่ประชากรโลกทั้งหมดได้รับในแต่ละวัน มาจากพืชหลักเพียงแค่ 3 ชนิดเท่านั้น คือ ข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพด การพึ่งพาอาหารที่กระจุกตัวเช่นนี้ทำให้ระบบความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติเปราะบางอย่างยิ่ง หากเกิดโรคระบาดในพืช หรือภัยแล้งรุนแรงในแหล่งปลูกหลัก โลกจะก้าวเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอาหารทันที

ส่องสถานการณ์ประเทศไทย เมื่อ “ผักพื้นบ้าน” คือปราการด่านสุดท้ายสูญพันธุ์

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย วัฒนธรรมการกินอาหารตามฤดูกาลและความหลากหลายในจานอาหารก็กำลังถูกคุกคามในลักษณะเดียวกัน จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่คุ้นชินกับการเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อผักชนิดเดิมๆ อย่างกะหล่ำปลี ผักกาดขาว หรือผักบุ้งจีน ที่ผลิตได้ตลอดปีผ่านสารเคมีและการควบคุมสภาพแวดล้อม ส่งผลให้ผักพื้นบ้านไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเริ่มเลือนหายไป

อย่างไรก็ดี ในวิกฤตนี้ยังมีสัญญาณของการขับเคลื่อนเพื่อทวงคืนความหลากหลายทางชีวภาพ โดยข้อมูลล่าสุดจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (อัปเดตเมื่อ มี.ค. 2569) ระบุว่า ประเทศไทยมีพืชผักพื้นบ้านและสมุนไพรท้องถิ่นมากกว่า 300 ชนิดที่มีศักยภาพสูงในการปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เช่น ผักเชียงดา ผักเฮือด ผักกูด และเพกา พืชเหล่านี้มีระบบรากและโครงสร้างทางพันธุกรรมที่ทนทานต่อสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน หรือภัยแล้งยาวนานได้ดีกว่าผักเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ แหล่งข้อมูลจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ม.ค. - ก.ค. 2568) เผยว่า มูลค่าทางการตลาดและการส่งออกพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่น สมุนไพร และกลุ่มอาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) ของไทย ขยับตัวสูงขึ้นจนแตะระดับราว 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 5,100 ล้านบาท) สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโลกและผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของอาหารที่มีความหลากหลายและดีต่อสุขภาพในระยะยาว

จากทะเลทรายถึงลุ่มน้ำสายใหญ่ เมนูที่เปลี่ยนตามตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์

หากเราย้อนศึกษาประวัติศาสตร์อาหารโลก จะพบว่ามนุษย์ทั่วทุกมุมโลกมีพฤติกรรมการกินที่สอดรับกับธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง

  • ในทะเลทรายธาร์ช่วงหน้าร้อน: ชาวบ้านจะประทังชีวิตด้วยแตงโมท้องถิ่นอย่าง “มาติรา” (Matira) และแตงกวาป่าอย่าง “คักดิ” (Kakdi) คู่กับ “ชาช” (นมเปรี้ยวบัตเตอร์มิลก์) เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำและสารอาหารฤทธิ์เย็นสู้กับอุณหภูมิที่ทะลุ 50 องศาเซลเซียส
  • ในลุ่มน้ำแอมะซอนและแถบอาร์กติก: ชุมชนพื้นเมืองจะจัดวางตารางการล่าสัตว์ หาปลา และเก็บเกี่ยวพืชผล ผันเปลี่ยนไปตามวงจรน้ำท่วมและทิศทางการเคลื่อนตัวของแผ่นน้ำแข็ง
  • ในสังคมไทยดั้งเดิม: หน้าแล้งเรากินแกงขี้เหล็กหรือสะเดาน้ำปลาหวานเพื่อปรับสมดุลธาตุ หน้าฝนกินแกงส้มดอกแคแก้ไข้หัวลม และหน้าร้อนกินข้าวแช่หรือแตงโมปลาแห้งเพื่อดับร้อน รวมถึงมีการถนอมอาหาร เช่น ตากแห้ง ดอง และหมัก เพื่อเก็บไว้ในยามที่ธรรมชาติปิดรับ

ภูมิปัญญาเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติหรือความอร่อย แต่เป็น "คลังความรู้เชิงนิเวศวิทยา" ที่ถูกส่งต่อมานับพันปีผ่านการสังเกตและลองผิดลองถูกของบรรพบุรุษ

ทางสายกลางของระบบอาหาร ไม่ใช่การถอยหลังเข้าคลอง แต่คือการกระจายความเสี่ยง

การหยิบยกเรื่องราวของต้นลานาหรือผักพื้นบ้านไทยขึ้นมาพูดในยุคนี้ ไม่ใช่การรณรงค์แบบสุดโต่งให้มนุษยชาติต้องละทิ้งความสะดวกสบาย ละทิ้งตู้เย็น หรือปฏิเสธนวัตกรรมการขนส่ง แล้วกลับไปใช้ชีวิตแร้นแค้นเหมือนคนโบราณ เพราะเราต้องยอมรับว่าระบบเกษตรอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ผ่านมา ก็มีข้อดีในการช่วยลดอัตราความอดอยากและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงอาหารของประชากรโลกจำนวนมหาศาล

ทว่า ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันคือ "เรากำลังเทหมดหน้าตักให้กับความเบ็ดเสร็จเพียงหนึ่งเดียว" (Standardization) จนหลงลืมที่จะรักษาตาข่ายรองรับความเสี่ยง (Safety Net) ทางธรรมชาติเอาไว้ ข้อถกเถียงในปัจจุบัน เช่น การพยายามแก้ปัญหาทุพโภชนาการด้วยการแจกจ่ายข้าวสารเสริมวิตามิน (Rice Fortification) ในระดับอุตสาหกรรม อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน เมื่อเทียบกับการส่งเสริมให้ชุมชนเข้าถึงผักสวนครัวและพืชท้องถิ่นที่หลากหลายตามธรรมชาติ

ในวันที่สภาพภูมิอากาศโลกเข้าสู่ภาวะ "เดือดจัด" สัญญาณเตือนจากพุ่มไม้ลานาในทะเลทรายธาร์ และเทรนด์การหวนคืนสู่ผักพื้นบ้านของไทย กำลังบอกเราว่า ถึงเวลาแล้วที่ระบบอาหารสมัยใหม่จะต้องเลิกเพิกเฉยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และหันมาประสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาการกินตามฤดูกาล เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยืดหยุ่น ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอนในอนาคต

ที่มา : The Kindness Meal