การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
โดยเฉพาะภาคคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูง และมีบทบาทสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)
กระทรวงคมนาคมจึงเร่งผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืน โดยมี “ระบบราง” เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของการเปลี่ยนผ่านจากการขนส่งที่พึ่งพาถนนไปสู่รูปแบบการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและกลไกด้านคาร์บอนเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในความร่วมมือสำคัญคือ การหารือระหว่างกรมการขนส่งทางรางกับกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น (MLIT) เพื่อผลักดันการนำ Joint Crediting Mechanism (JCM) มาประยุกต์ใช้กับโครงการระบบรางของไทย ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศที่ช่วยสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมพัฒนาระเบียบวิธีการคำนวณคาร์บอนให้เป็นมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถนำไปใช้รองรับโครงการระบบรางในอนาคต
การนำกลไก JCM มาประยุกต์ใช้ในภาคการขนส่งทางรางของไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมพัฒนาระเบียบวิธีการคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างมาตรฐานที่มีความโปร่งใสและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาโครงการด้านระบบรางในอนาคต เช่น รถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดอื่น ๆ เป็นต้น
ทั้งนี้ ระบบรางมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการพัฒนาระบบรางของไทยให้เป็นระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนานโยบายและโครงการที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับ กลไก JCM เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการขนส่งทางราง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally Determined Contribution : NDC) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ได้อย่างเป็นรูปธรรม
กรมการขนส่งทางรางพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับ MLIT และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ มาตรฐาน และโครงการด้านระบบรางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การยกระดับระบบคมนาคมของไทยให้มีความยั่งยืนและสามารถรับมือกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
นอกจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการคาร์บอนกำลังกลายเป็นอีกกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนภาคคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางรางได้นำเสนอแนวทางดังกล่าวในเวที Climate Intelligence Forum 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านคือแนวคิด Modal Shift หรือการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางและการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดการใช้พลังงาน ลดมลพิษทางอากาศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคคมนาคม
ในขณะเดียวกัน การประเมิน คาร์บอนฟุตพริ้นต์ (Carbon Footprint) ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง เพื่อให้สามารถวัดผล ตรวจสอบ และติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม ก่อนเชื่อมโยงไปสู่กลไกการรับรองผลการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น LESS และ T-VER ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือ การพัฒนาระบบ RAILGHG สำหรับคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศในภาคการขนส่งทางราง ซึ่งจะช่วยยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบายให้มีความแม่นยำและอ้างอิงข้อมูลมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่ให้ความสำคัญกับข้อมูล (Data-driven Policy) ในการกำหนดทิศทางการลงทุนและการบริหารโครงสร้างพื้นฐาน
ในภาพรวม การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรางไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนด้านคมนาคม หากแต่เป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศ เพราะนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยภายใต้กติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนมากขึ้น


