วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

โลกเดือด-กติกาใหม่เขย่าไทย CMC ผนึก 9 มหา'ลัย ปั้นคนรุ่นใหม่ รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

Carbon Markets Club (CMC) ร่วมกับบางจาก สอวช. และ 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำ เปิดตัวโครงการ “Bangchak Group x University Gen Z-ESG” เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

KEY POINTS

  • Carbon Markets Club (CMC) ร่วมกับบางจาก สอวช. และ 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำ เปิดตัวโครงการ “Bangchak Group x University Gen Z-ESG” เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
  • ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับภาวะโลกเดือดและกติกาการค้าโลกใหม่ เช่น มาตรการ CBAM ที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • โครงการจะมุ่งสร้างองค์ความรู้ เครือข่าย และประสบการณ์จริงผ่านการฝึกงาน เพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงานที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

โลกเดือด-กติกาการค้าโลกใหม่ เร่งไทยปั้นคนรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ Carbon Markets Club (CMC) ครบรอบ 5 ปี ประกาศผนึกกำลัง บางจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำ เปิดตัวโครงการ "Bangchak Group x University Gen Z-ESG" ปั้นคนรุ่นใหม่รับตลาดคาร์บอนและเศรษฐกิจ Net Zero พร้อมชี้ไทยต้องเร่งสร้างกำลังคนและระบบนิเวศด้านคาร์บอน ก่อนสูญเสียโอกาสการแข่งขันจากกติกาโลกใหม่ เช่น CBAM และ Article 6

5 ปี Carbon Markets Club

“กลอยตา ณ ถลาง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธาน Carbon Markets Club เปิดเผยว่า Carbon Markets Club เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อนจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยรับมือกับมาตรการทางการค้าโลก เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรป ซึ่งเป็นกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียง 11 องค์กรก่อตั้ง ปัจจุบัน CMC ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยมีสมาชิกมากกว่า 1,800 ราย

ในช่วงที่ผ่านมา CMC มุ่งเน้นการให้ความรู้เรื่อง Climate Action, Net Zero และสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน นอกจากนี้ยังได้ริเริ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่าน ASEAN Common Carbon Framework เพื่อยกระดับมาตรฐานตลาดคาร์บอนในอาเซียนให้เป็นสากลและรองรับการซื้อขายข้ามพรมแดน

โลกเดือด-กติกาใหม่เขย่าไทย CMC ผนึก 9 มหา'ลัย ปั้นคนรุ่นใหม่ รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในโอกาสครบรอบ 5 ปี เราปั้นโครงการ “Bangchak Group x University Gen Z-ESG” ดึงคนรุ่นใหม่ร่วมกำหนดอนาคตโลก มีเป้าหมายหลักในการสร้าง “Ambassador” และ “Influencer” ด้านความยั่งยืนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยจะมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระยะเวลา 3 ปี กับ สอวช. และ 9 มหาวิทยาลัยครอบคลุมทุกภูมิภาค ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

โครงการนี้เน้นการดำเนินงาน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมนวัตกรรม และการเปิดโอกาสให้ปฏิบัติจริงผ่านการฝึกงานและการทำแฮคคาทอน

"คนรุ่นใหม่คือกลุ่มที่จะต้องรับมรดกทางสิ่งแวดล้อมต่อจากคนรุ่นปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องให้พวกเขามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้น และเป็นคนกำหนดอนาคตของเขาเอง”

ตอนนี้มีโครงการฝึกงาน ดูงาน และการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรมและสังคมคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ยังมีความพยายามผลักดันหลักสูตร “Climate 101” ให้เป็นวิชาพื้นฐานในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดการคาร์บอนและความยั่งยืนตั้งแต่วัยเรียน ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงความรู้จากภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติในภาคธุรกิจจริง

โลกเดือด-กติกาใหม่เขย่าไทย CMC ผนึก 9 มหา'ลัย ปั้นคนรุ่นใหม่ รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

วิกฤติโลกเดือดและโอกาสของไทย

"กลอยตา" ระบุว่า สถานการณ์ผ่านกราฟ Climate Stripes ที่แสดงอุณหภูมิโลกและประเทศไทยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ภาวะ “โลกเดือด” โดยปัจจุบันคนไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนเฉลี่ยประมาณ 7 ตันต่อคนต่อปี

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโอกาสจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลง Article 6 ซึ่งมีการร่วมมือกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์แล้ว โดย Carbon Markets Club จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงบริษัทใหญ่ให้เป็น “พี่เลี้ยง” ช่วยเหลือชุมชนและโครงการขนาดเล็กในการประเมินและพัฒนาคาร์บอนเครดิต เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังตามแนวคิด Just Energy Transition

คาร์บอนเครดิต สกุลเงินแห่งความยั่งยืน

"เจมส์ แอนดริว มอร์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาซอลล่า ไคลเมท จำกัด ระบุว่า คาร์บอนเครดิตเปรียบเสมือนสกุลเงินแห่งความยั่งยืน ซึ่งเป็นกลไกทางการเงินที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อเร่งกระบวนการลดและดูดซับก๊าซเรือนกระจกในระดับที่งบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ

โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการเร่งลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน คาร์บอนเครดิตจึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงการที่ไม่สามารถคืนทุนได้ในระยะสั้น หรือโครงการที่ขาดความเป็นไปได้ทางการเงิน หากไม่มีรายได้จากการขายเครดิตมาสนับสนุน

“คาร์บอนเครดิตไม่ใช่แค่สิทธิ์หรือใบรับรองในการชดเชยการปล่อยก๊าซ แต่มันคือโอกาสสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) หรือโครงการต่าง ๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารได้ ให้สามารถเริ่มต้นดำเนินการโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ตั้งแต่วันนี้”

ประเภทและความโปร่งใสของคาร์บอนเครดิต

ในส่วนของกิจกรรมที่ก่อให้เกิดคาร์บอนเครดิตนั้น "เจมส์" ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  • ประเภทการลดหรือหลีกเลี่ยง (Reduction/Avoidance): เช่น การเปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การทำเกษตรยั่งยืน และการบริหารจัดการขยะ
  • ประเภทการดูดกลับ (Removal): เช่น การปลูกป่า และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

เพื่อให้เกิดความมั่นใจในตลาดและป้องกันปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) ทุกโครงการจะต้องผ่านกระบวนการ MRV ซึ่งประกอบด้วย การวัดผล (Measure) การรายงาน (Report) และการทวนสอบโดยบุคคลภายนอก (Verify) เพื่อให้ได้ใบรับรองที่มีความถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์และโปร่งใส

โอกาสในตลาดโลก และ Article 6

ปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตเริ่มมีการขยายตัวเข้าสู่ "ตลาดภาคบังคับ" มากขึ้นในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ซึ่งนำมาใช้ร่วมกับกฎหมายภาษีคาร์บอน

สำหรับประเทศไทยได้มีการเริ่มดำเนินการภายใต้ความตกลงตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีส ซึ่งเป็นการซื้อขายเครดิตระหว่างประเทศ เช่น ความร่วมมือกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อดึงเงินทุนเข้ามาพัฒนาโครงการในไทย

คาดว่าในช่วงปี 2025 ถึง 2035 จะมีความต้องการคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการสร้างโลกสีเขียว แต่หัวใจสำคัญคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน

โลกเดือด-กติกาใหม่เขย่าไทย CMC ผนึก 9 มหา'ลัย ปั้นคนรุ่นใหม่ รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

หลัก 'ACT' พลิกความเสี่ยงสู่โอกาสยั่งยืน

"ณัฐพงศ์ ตันติจัตตานนท์" หัวหน้าฝ่าย ESG หุ้นส่วน สอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นอื่น บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด ระบุว่า สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระดับ "โลกร้อน" อีกต่อไป แต่ได้เข้าสู่สภาวะ "โลกเดือด" ซึ่งเป็นจุดที่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงระดับโลกที่สำคัญที่สุดจะหนีไม่พ้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และสภาพอากาศที่สุดขั้ว ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับความท้าทายระยะยาวโดยไม่ติดหล่มอยู่กับเพียงผลประกอบการระยะสั้น "ณัฐพงศ์ได้เสนอหลักการ ACT ในการปฏิรูปธุรกิจ ดังนี้

A - Attitude (ทัศนคติ): การปรับมุมมองใหม่ต่อความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาส เช่น การมองหาโอกาสในตลาดคาร์บอนเครดิต หรือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แทนที่จะมองว่า ESG เป็นเพียงต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายมหาศาล

C - Courage (ความกล้าหาญ): ธุรกิจต้องมีความกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone และการยึดติดกับผลกำไรในรูปแบบเดิม หลายบริษัทที่เคยเป็นผู้นำในอดีตต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเพราะไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตามโลกที่หมุนไป

T - Together (ความร่วมมือ): ความยั่งยืนไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นองค์กร มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ระดับประเทศ ทุกภาคส่วนต้องให้คำมั่นสัญญาและลงมือทำไปพร้อมกัน

ความต้องการแรงงานทักษะสีเขียวพุ่ง

"รศ. วงกต วงศ์อภัย" รองผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สอวช. กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสิ่งแวดล้อม พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อน Twin Transition หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมกำลังคนแห่งอนาคต

การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะสร้างโอกาสใหม่ให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในตลาดแรงงานที่ต้องการ Green Skills เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีตำแหน่งงานด้านความยั่งยืนเพิ่มตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนตำแหน่ง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายด้านคาร์บอน ซึ่งจะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกือบ 5,000 แห่งต้องจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ต้องการบุคลากรด้านการคำนวณและบริหารจัดการคาร์บอนอย่างน้อย 15,000 อัตรา หรือเฉลี่ย 3-5 คนต่อโรงงาน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การบิน การแปรรูปอาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ต่างต้องการแรงงานทักษะใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อาจกระทบแรงงานไทยราว 2.4 ล้านคน หรือประมาณ 6% ของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปที่ได้รับผลกระทบจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง สอวช. ผลักดันการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่าน Skill Transcript ระบบบันทึกทักษะนอกเหนือจาก GPA และ STEMPlus แพลตฟอร์ม Upskilling และ Reskilling ด้านพลังงานสะอาด หุ่นยนต์ และการบริหารจัดการคาร์บอน ร่วมกับ BOI

“แรงงานไทยต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพราะการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศอีกต่อไป ปริญญาอาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานในอีก 20-30 ปีข้างหน้า แต่ทักษะคือสิ่งที่เรียนรู้และต่อยอดได้ตลอดชีวิต"